เทคนิคการเลือกกระเบื้อง
By vLIVING PRO04 กันยายน 2562 04:15:52

         กระเบื้องที่มีขายในท้องตลาดทุกวันนี้ มีให้เลือกหลายหลายแบบ หลากหลายขนาดขึ้นอยู่กับงานที่เลือกใช้ แต่การเลือกกระเบื้องก็มีปัจจัยยิบย่อยในการเลือกหลายๆอย่าง วันนี้เรามีคำแนะนำมาฝากกัน

vLIVING PRO
สนใจติดต่อโฆษณาเว็บไซต์กับ vLIVING PRO โทร.02-101-9493 #16, 082-359-3382
บทความอื่นที่น่าสนใจ
  • อ่างซิงค์มีให้เลือกมากมายในท้องตลาด และหลากหลายแบบ 
    แต่การที่จะติดตั้งอ่างซิงค์ จะต้องเลือกแบบไหน ให้เหมาะกับหน้างานมาดูกันเลย

     

     

    1.อ่างซิ้งค์แบบวางเคาน์เตอร์

     

    ข้อดีคือ

    ติดตั้งง่าย ช่างวัดเจาะขนาดตามตัวอ่างเมื่อติดตั้งท๊อปหินเสร็จก็สามารถวางอ่างซิ้งค์

    แล้วยาซิลิโคนตามขอบอ่างได้เลย

     

    ดูแลรักษาง่าย คราบสกปรกมักกจะเกาะอยู่ตามขอบอ่างซิ้งค์ เวลาทำความสะอาดจะทำได้ง่ายกว่า

     

     

    หากต้องมีการชำรุดหรือเปลี่ยนใบใหม่ ก็สามารถรื้อออกได้ เพียงแค่ถอดใบเก่าออก และ

    ไม่มีผลกระทบต่อท็อปหิน แต่อ่างใบใหม่ที่นำมาใช้ต้องมีขนาดเท่าใบเก่า

     

     

    การติดตั้งมีขั้นตอนมากกว่า เพราะต้องมีการวัดขนาดหลุม และการตัดเจียรลบมุม

    เพื่อความสวยงาม ทำให้ราคาติดตั้งสูงกว่าแบบวางบนเคาน์เตอร์

    เมื่อติดตั้งเสร็จแล้ว จะดูหรู สวยงาม ไม่มีขอบโผล่ออกมาด้านบน

    ผิวหน้าทำความสะอาดได้ง่าย แต่จะมีคราบสกปรกมาเกาะตามขอบและแผ่นท็อปหิน

     

     

    ผิวหน้าทำความสะอาดได้ง่าย แต่จะมีคราบสกปรกมาเกาะตามขอบและแผ่นท็อปหิน

    ตอนบริเวณรอยต่อ ระหว่างขอบกับแผ่นท็อปหากยาแนวด้วยซิลลิโคนไม่ดีอาจจะทำให้น้ำรั่วซึมลงมาได้

    อ่างซิงค์ปกติจะมีหลุมและจำนวนที่พักต่างกัน ขึ้นกับการเลือกใช้และขนาดพื้นที่ครัว

    อ่างซิงค์ ที่คนส่วนมากเลือกใช้มีดังนี้

     

     

     

    การติดตั้งระดับความสูงของแท่นเคาน์เตอร์ ระดับการใช้งานจริงจะอยู่ระหว่าง 82-91 ซม.

    หากสูงเกินไป หรือ ต่ำเกินไป จะเกิดปัญหาเช่น

    1.สูงเกินไปจะทำให้ต้องเขย่ง หรือยกหัวไหล่ ข้อศอก ทำให้ปวดเมื่อยได้

    2.หากติดตั้งต่ำเกินไปจะทำให้ผู้ใช้ต้องก้มตัวตลอดเวลา

    3.การเลือกติดตั้งที่เหมาะสมต้องสามารถใช้ฝ่ามือแตะก้นอ่างได้พอดีโดยไม่ต้องงอข้อศอกหรือก้มตัว

     

     

    การเลือกอ่างซิ้งค์ ต้องสังเกตด้วยว่าหากตื้นเกินไปไม่ควรใช้

    เวลาล้างจานจะทำให้น้ำกระเด็นออกมา ทำให้เกิดการเปียกเลอะเทอะ

     

  • ในวงการก่อสร้างคอนกรีตมีให้เลือกมากมายหลายประเภท วันนี้ที่เราได้หยิบยกกันมา คือเรื่องคอนกรีตสด ถ้าพูดถึงคอนกรีตแล้ว ก็คือการผสมปูน เพื่อใช้ในการ ก่อ อิฐ ฉาบ ปูน หรือการหล่อแบบ แต่คอนกรีตสดล่ะ ทำหน้าที่อะไร ใช้อย่างไร มาดูกันได้เลย

     

     

  •              หลังคาเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการสร้างบ้าน เพราะจะช่วยในการป้องกันแดด ลม ฝน แต่หลังคาก็มีให้เลือกมากมายในท้องตลาด วันนี้เรามีตัวอย่างของหลังคาแต่ละแบบ มาให้ดูกันว่าแบบไหนเหมาะกับบ้านเรามากที่สุด

  •         

    บ้านไม้ 

     

     

     

              บ้านไม้ เป็นบ้านที่มีความสวยงาม คลาสสิก และอบอุ่น อากาศถ่ายเทได้ดี โปร่ง โล่ง สบาย มีความยืดหยุ่นสูง ง่ายต่อการซ่อมแซมแก้ไข รื้อถอน หรือตกแต่งเพิ่มเติม และสามารถนำไม้กลับมาใช้ใหม่ได้

              ควรเลือกใช้ไม้แต่ละประเภทให้เหมาะสมกับการใช้งาน เช่น ไม้บางประเภทอาจจะเหมาะสำหรับใช้ทำเฟอร์นิเจอร์ หรือบางประเภท เหมาะสำหรับทำโครงสร้างบ้าน เป็นต้น

     

     

     

     

     

    1.ไม้เต็ง               

                                                                                                                                                                                                    เนื้อไม้มีผิวหยาบ เหมาะสำหรับงานที่โชว์ลวดลายของไม้ ส่วนใหญ่เหมาะสำหรับใช้กับงานภายนอกและงานโครงสร้างเป็นหลัก เช่น เสา และคาน

     

     

    2.ไม้แดง

             เนื้อไม้มีความแข็งแรง มีสีน้ำตาลอมแดง มีสีสันสวยงามนิยมใช้เป็นโครงสร้างที่ต้องการโชว์สีและลายไม้ เช่นวงกบ พื้น ไม่เหมาะที่จะนำมาทำเป็นเฟอร์นิเจอร์ เพราะเนื้อไม้มีความแข็งแรงมาก

     

     

     

    3.ไม้มะค่า

           มีลักษณะเป็นไม้เนื้อแข็ง สีและลวดลายที่โดดเด่น คือสีออกส้มทอง ลวดลายชัดเจน ปลวกมอดไม่กิน มีความแข็งแรงมาก ส่วนใหญ่นิยมนำมาใช้ทำพื้นไม้ และบันไดบ้าน

     

    4.ไม้ตะแบก

            ลักษณะเนื้อไม้สีเทาจนถึงสีน้ำตาลอมเทา เสี้ยนตรง เนื้อละเอียด ส่วนมากนำมาทำไม้ปูพื้น ลายใกล้เคียงกับไม้สัก สีอ่อนสุดเมื่อเทียบกับไม้ชนิดอื่นๆ ตกแต่งได้ง่าย เหมาะกับการใช้ในงานภายนอกอาคารเช่น พื้นภายในบ้านและประตู ข้อเสียคือมักบิดตัวและโก่งงอง่ายหากโดนความร้อนหรือความชื้นนาน ๆ  

     

     

    5.ไม้ตะเคียน 

    ไม้เนื้อแข็งมีความทนทานสูง สีน้ำตาลอมส้ม ทนปลวกได้ดีนิยมใช้ทำวงกบประตูและพื้น

     

     

    6.ไม้สัก 

          มีลายไม้ที่สวยงาม และคงทน เหมาะสำหรับใช้เป็นส่วนประกอบของโครงสร้างบ้าน หรือส่วนต่างๆ ของบ้านที่ต้องการความสวยงาม เช่น บานประตู หน้าต่าง และเฟอร์นิเจอร์ เป็นต้น

     

    7.ไม้ยาง

             คุณภาพใกล้เคียงไม้สักมีลวดลายที่สวยงาม ตกแต่งง่าย น้ำหนักเบาราคาถูกเมื่อเทียบกับไม้ชนิดอื่นเหมาะสำหรับใช้ทำประตู วงกบ พื้น บันได และเฟอร์นิเจอร์

     

    8.ไม้จำปา

                       ไม้เนื้ออ่อน คล้ายไม้สัก ราคาใกล้เคียงกับไม้เต็ง เหมาะกับการที่ใช้ภายใน ข้อเสียไม่ทนความชื้นและน้ำ จะทำให้ไม้ผุ  ไม้จะมีการบิดงอได้  ส่วนใหญ่นิยมใช้กับงานภายใน เช่น ประตู เป็นต้น

     

     

    ข้อควรระวังสำหรับบ้านไม้ คือ

    1.จำเป็นต้องใช้ช่างที่มีประสบการณ์ในการสร้างบ้านไม้ ต้องมีฝีมือที่ประณีต

    เรียบร้อย และสวยงาม

     

     

     

    2.ในปัจจุบันไม้หายากมากขึ้น จึงทำให้ไม้มีราคาแพง

    3.ปลวก และแมลงสามารถกัดกินไม่ได้

    4.เสื่อมโทรม ผุ พังได้ตามอายุการใช้งาน และตามสภาพดินฟ้าอากาศ

     

    การป้องกัน และการดูแลแก้ไขสำหรับบ้านไม้ คือ

    1. ประตู หน้าต่าง และโครงสร้างไม้ภายนอก ควรทาด้วยสีน้ำมัน สีพลาสติก สำหรับใช้กับงานไม้โดยเฉพาะ หรือสามารถใช้สีย้อมไม้ก็ได้เช่นกัน ทาประมาณ 2 – 3 ชั้น การทาแต่ละชั้นควรทิ้งระยะให้แห้งอย่างน้อยประมาณ 6 ชั่วโมง

     

    2.ไม้บริเวณระเบียงนอกชาน ที่อยู่กลางแจ้ง ควรขัดผิว และทาด้วยสีย้อมไม้

    สำหรับทาภายนอกโดยเฉพาะ ทุกๆ 2-3 ปี

     

     

    3.พื้นไม้ และบันไดภายในบ้าน ควรทาน้ำยากันปลวกให้ทั่วก่อน แล้วจึงเคลือบด้วยน้ำยาโพลียูรีเทน เพื่อช่วยป้องกันการเกิดรอยขีดข่วนจากการใช้งาน และช่วยเพิ่มความทนทานได้อีกด้วย

     

     

    4.เฟอร์นิเจอร์ไม้ ควรขัดเคลือบผิวก่อน เพื่อไม่ให้เนื้อไม้เสีย หรือดูดซับความชื้นมากจนเกินไป จากนั้นจึงเคลือบด้วยแลคเกอร์ เพื่อช่วยให้ผิวไม้เงางามมากยิ่งขึ้น

     

     

     

  • หากไม่ใช้แผ่นพื้นสำเร็จทำดาดฟ้า แล้วจะใช้อะไรแทน?

    เพื่อไม่ให้เกิดปัญหารั่วซึม มาดูวิธีแก้ไขปัญหากันเถอะ

     

     

    ขั้นตอนที่1 : เทพื้นแบบหล่อในที่

    (ผูกเหล็ก + เทคอนกรีต ที่ผสมกับน้ำยากันซึม )

     

     

    ขั้นตอนที่ 2  :

    ทำระบบกันซึมที่ผิวหน้าพื้นมี 5 ทางเลือกหลักๆ  

    ระบบกันซึมทางเลือก 1 : พื้นผิวขัดมันด้วยผงซีเมนต์

    - ประหยัดเงินแต่อาจจะไม่คงทน

    ระบบกันซึมทางเลือก 2 :

    ทาซีเมนต์กันซึม + ปูกระเบื้องทับหน้า

    ข้อดี

    ดูเรียบร้อยเหมือนพื้นทั่วไปหากปูไม่ดีกระเบื้องมีโอกาสร่อนทำให้น้ำรั่วซึมได้เช่นกัน

    ข้อเสีย
    1.ต้องทาทุก 2-3 ปี อาจทำให้เปลืองค่าใช้จ่าย

    ระบบกันซึม ทางเลือกที่ 3 : ทาด้วยอะคริลิคโพลิเมอร์

    ข้อดี

    1.ใช้งานง่าย

    2.ประหยัด

    3.อายุการใช้งานประมาณ 5 ปี

    ข้อเสีย

    ไม่ทนต่อน้ำขัง (ทนความชื้นได้ แต่ไม่เหมาะกับกรณีน้ำขังเป็นระยะเวลานานเช่นดาดฟ้า ฝนตกมีการขังน้ำ)

     

    ระบบกันซึม ทางเลือกที่ 4 : ทาด้วยโพลียูรีเทน

    ให้ความทนทานสูงทั้ง UV และทนการขังน้ำได้ดี อายุการใช้งานประมาณ 10 ปี

     

    ระบบกันซึมทางเลือก 5 : ปูแผ่นเมมเบรนที่พื้น

    ข้อดี 

    1.อายุการใช้งานนาน

    2.ทนทาน 10-30 ปี (ขึ้นอยู่กับคุณภาพวัสดุและงานติดตั้ง)

    3.โอกาสรั่วต่ำ

    ข้อเสีย

    1.แผ่นยางอาจหลุดออกจากผิวคอนกรีตได้ถ้าเจอความชื้นหากติดตั้งไม่ดี