ศัพท์ช่างวันนี้ลูกฟัก
By vLIVING PRO21 กุมภาพันธ์ 2561 11:02:29

ลูกฟัก?

หรือที่เรียกกันว่ากรอบบานลูกฟัก

คืออะไร....อยู่ในส่วนไหนของงานช่าง....

วันนี้ผมมีคำตอบมาให้ครับ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

vLIVING PRO
สนใจติดต่อโฆษณาเว็บไซต์กับ vLIVING PRO โทร.02-101-9493 #16, 082-359-3382
บทความอื่นที่น่าสนใจ
  •          เชื่อว่ามีคนมากมายที่กำลังคิดว่าอยากจะสร้างบ้านใหม่ แต่อาจยังลังเลใจอยู่ เลือกไม่ถูกว่าจะสร้างบ้านไม้ หรือบ้านปูนดี  ดังนั้น เพื่อให้ได้เห็นถึงความแตกต่างของบ้านไม้ กับ บ้านปูน อย่างชัดเจน เราจึงได้นำข้อดี – ข้อเสีย ของบ้านทั้ง 2 แบบ มาเปรียบเทียบให้ดูกัน ดังนี้

     

      

     

    บ้านไม้

              ควรเลือกใช้ไม้แต่ละประเภทให้เหมาะสมกับการใช้งาน เช่น ไม้บางประเภทอาจจะเหมาะสำหรับใช้ทำเฟอร์นิเจอร์ หรือบางประเภท เหมาะสำหรับทำโครงสร้างบ้าน เป็นต้น

              บ้านไม้ เป็นบ้านที่มีความสวยงาม คลาสสิก และอบอุ่น อากาศถ่ายเทได้ดี โปร่ง โล่ง สบาย มีความยืดหยุ่นสูง ง่ายต่อการซ่อมแซมแก้ไข รื้อถอน หรือตกแต่งเพิ่มเติม และสามารถนำไม้กลับมาใช้ใหม่ได้

     

     

     

     

     

    1. ไม้เต็ง เนื้อไม้มีผิวหยาบ เหมาะสำหรับงานที่โชว์ลวดลายของไม้ ส่วนใหญ่เหมาะสำหรับใช้กับงานภายนอก และงานโครงสร้างเป็นหลัก เช่น เสา และคาน

    2. ไม้แดง นิยมนำมาใช้เป็นส่วนประกอบของโครงสร้างบ้าน เช่น ใช้ทำพื้นบ้าน หรือวงกบประตู หน้าต่าง เป็นต้น

    3. ไม้มะค่า มีความแข็งแรงมาก ส่วนใหญ่นิยมนำมาใช้ทำพื้นไม้ และบันไดบ้าน

    4. ไม้ตะแบก เหมาะสำหรับใช้กับงานภายในเท่านั้น เช่น พื้นภายในบ้าน และประตู เป็นต้น

    5. ไม้ตะเคียน มีความคงทนสูง ส่วนใหญ่ใช้สำหรับทำวงกบ และพื้นไม้

    6. ไม้สัก มีลายไม้ที่สวยงาม และคงทน เหมาะสำหรับใช้เป็นส่วนประกอบของโครงสร้างบ้าน หรือส่วนต่างๆ ของบ้านที่ต้องการความสวยงาม เช่น บานประตู หน้าต่าง และเฟอร์นิเจอร์ เป็นต้น

    7. ไม้ยางพารา เหมาะสำหรับใช้ทำประตู วงกบ พื้น บันได และเฟอร์นิเจอร์

    8. ไม้จำปา ส่วนใหญ่นิยมใช้กับงานภายใน เช่น ประตู เป็นต้น

     

    ข้อควรระวังสำหรับบ้านไม้ คือ

    1. จำเป็นต้องใช้ช่างที่มีประสบการณ์ในการสร้างบ้านไม้ ต้องมีฝีมือที่ประณีต เรียบร้อย และสวยงาม
    2. ในปัจจุบันไม้หายากมากขึ้น จึงทำให้ไม้มีราคาแพง
    3. ปลวก และแมลงสามารถกันกินไม้ได้
    4. เสื่อมโทรม ผุ พังได้ตามอายุการใช้งาน และตามสภาพดินฟ้าอากาศ

     

    การป้องกัน และการดูแลแก้ไขสำหรับบ้านไม้ คือ

    1. ประตู หน้าต่าง และโครงสร้างไม้ภายนอก ควรทาด้วยสีน้ำมัน สีพลาสติก สำหรับใช้กับงานไม้โดยเฉพาะ หรือสามารถใช้สีย้อมไม้ก็ได้เช่นกัน ทาประมาณ 2 – 3 ชั้น การทาแต่ละชั้นควรทิ้งระยะให้แห้งอย่างน้อยประมาณ 6 ชั่วโมง
    2. ไม้บริเวณระเบียงนอกชาน ที่อยู่กลางแจ้ง ควรขัดผิว และทาด้วยสีย้อมไม้สำหรับทาภายนอกโดยเฉพาะ ทุกๆ 3 ปี
    3. พื้นไม้ และบันไดภายในบ้าน ควรทาน้ำยากันปลวกให้ทั่วก่อน แล้วจึงเคลือบด้วยน้ำยาโพลียูรีเทน เพื่อช่วยป้องกันการเกิดรอยขีดข่วนจากการใช้งาน และช่วยเพิ่มความทนทานได้อีกด้วย
    4. เฟอร์นิเจอร์ไม้ ควรขัดเคลือบผิวก่อน เพื่อไม่ให้เนื้อไม้เสีย หรือดูดซับความชื้นมากจนเกินไป จากนั้นจึงเคลือบด้วยแล็กเกอร์ เพื่อช่วยให้ผิวไม้เงางามมากยิ่งขึ้น การทำความสะอาดเฟอร์นิเจอร์ไม้ ควรใช้ผ้านุ่มๆชุบน้ำที่ผสมกับสบู่จางๆ เช็ดทำความสะอาด หรือใช้น้ำยาทำความสะอาดเฟอร์นิเจอร์ไม้โดยเฉพาะก็ได้ ใช้ง่าย และยังสามารถช่วยบำรุงผิวไม้ได้อีกด้วย
     

    บ้านปูน

              ความแข็งแรงของบ้านปูน จะขึ้นอยู่กับโครงสร้างที่ใช้ ส่วนผสมของคอนกรีต เทคนิคการก่ออิฐ ฉาบปูน และงานระบบต่างๆ เช่น งานฝ้าเพดาน งานประปา และงานไฟฟ้า เป็นต้น

     

     

     

              บ้านปูนมีลักษณะที่ทันสมัย และสวยงาม แต่ผนังของบ้านปูนจะมีความทึบแสง ไม่โปร่งเท่ากับบ้านไม้ ดังนั้น อาจแก้ไขได้โดย การจัดแปลนบ้านให้ลมสามารถพัดผ่านเข้าภายในบ้านได้ และจัดให้ห้องที่ไม่ค่อยได้ใช้งาน อยู่ในด้านที่โดนแดดจัดๆในตอนกลางวัน เช่น ห้องเก็บของ เป็นต้น หรือทำช่องระบายอากาศให้มากขึ้น และทำหน้าต่างให้กว้างขึ้นด้วย

     

    ข้อควรระวังสำหรับบ้านปูน คือ

    ควรใช้ช่างที่มีความชำนาญ ไม่เช่นนั้น อาจทำให้เกิดรอยร้าวได้ ดูไม่สวยงาม และอาจเกิดคราบดำขึ้นที่ผนัง เป็นต้น ซึ่งในปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ และชนิดของปูนให้เลือกใช้มากมาย ดังนั้นจึงควรเลือกใช้ให้ถูกต้องตามแต่ละประเภทด้วย และสำหรับผู้ที่ต้องการจะรีโนเวทบ้านปูน ต้องทำการทุบ หรือรื้อถอนของเก่าทิ้งก่อนเท่านั้น ไม่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้อีก ยกเว้น ประตู หน้าต่าง วงกบ บันได ที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ ถ้าอยู่ในสภาพที่ดี

     

              สำหรับผู้ที่กำลังตัดสินใจ หรือกำลังสับสนอยู่ บทความนี้น่าจะเป็นส่วนหนึ่งในการนำมาช่วยพิจารณา ในการตัดสินใจได้ง่ายขึ้น ว่าจะเลือกสร้างบ้านแบบไหนดี จึงจะเหมาะสมสไตล์ และการอยู่อาศัยของเรามากที่สุด

     

    ขอบคุณรูปภาพจาก Pinterest

  • การเลี้ยงสุนัข เป็นปัญหายอดฮิต ที่ทำให้เกิดปัญหา การทะเลาะวิวาทกับเพื่อนบ้านได้ จึงควรดูแลใส่ใจน้องหมาของเรา ไม่ทำให้เพื่อนบ้านเกิดความรำคาญใจ จึงควรคำนึงถึงเรื่องต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น ดังนี้

     

    1. เลือกเลี้ยงสุนัขให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมที่เราอยู่อาศัย

     

     ไม่ควรเลือกนำมาเลี้ยงเพียงเพราะความชอบส่วนตัว หรือถูกใจเพียงแค่หน้าตาน่ารักอย่างเดียวเท่านั้น   ควรศึกษาข้อมูลของสุนัขแต่ละสายพันธุ์ให้ดีก่อนนำมาเลี้ยง เช่น บุคลิก ลักษณะนิสัย หรือพฤติกรรม ของสุนัขแต่ละสายพันธุ์ เป็นต้น

     

     

    1. จัดพื้นที่ให้เป็นสัดส่วน

     

     

     

     แบ่งเขตให้สุนัขรู้จักพื้นที่ของตัวเอง  เพื่อเป็นการสร้างวินัยให้กับสุนัข มีพื้นที่กว้างพอดีกับขนาดตัวของสุนัขแต่ละสายพันธุ์  อากาศถ่ายเทได้สะดวก และร่มรื่น

     

     

    1. เก็บอึ ฉี่ ของสุนัขไม่ให้รบกวนเพื่อนบ้าน

    เจ้าของสุนัขควรมีความรับผิดชอบ ในการขับถ่ายของสุนัข ควรฝึกให้สุนัขขับถ่ายในที่ที่เตรียมไว้ หมั่นทำความสะอาดกรง และแผ่นรองอย่างสม่ำเสมอ หรือพาสุนัขออกไปขับถ่ายเวลาเดิมทุกๆวัน เพื่อให้สุนัขมีระบบการขับถ่ายที่แน่นอน ตรงเวลา และควรนำถุง หรือกระดาษไปด้วย  เพื่อเก็บกองอึของสุนัขให้เรียบร้อย ซึ่งเป็นความรับผิดชอบของเจ้าของสุนัขที่มีต่อสังคม เพื่อเป็นการรักษาชุมชนให้น่าอยู่ ไม่ทำให้ผู้อื่นเกิดความเดือดร้อน

     

    1. ใส่สายจูงให้สุนัขทุกครั้ง เมื่อออกจากบ้าน

     

     

    ทำให้สามารถควบคุมสุนัขได้ง่าย ช่วยให้สุนัขปลอดภัยจากอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้น ช่วยป้องกันไม่ให้สุนัขวิ่งเข้าบ้านคนอื่น ช่วยให้คนรอบข้างปลอดภัยจากสุนัขของเรา หากสุนัขของเรามีความดุร้าย และยังช่วยป้องกันปัญหาสุนัขกัดกันได้อีกด้วย

     

     

    1. ฝึกสุนัข ไม่ให้ปากเปราะ

     

    ควรเริ่มฝึกตั้งแต่เล็กๆ และค่อยๆฝึกอย่างใจเย็น โดยการที่ เมื่อเห็นว่าสุนัขเห่าสิ่งต่างๆรอบตัว ผู้เลี้ยงควรนิ่งเฉยไว้ก่อน แล้วจึงค่อยเบี่ยงความสนใจ โดยการเคาะโต๊ะ หรือเก้าอี้ เพื่อทำให้สุนัขตกใจ เมื่อสุนัขหยุดเห่าผู้เลี้ยงควรพูดชมว่า “ดีมาก” แล้วลูบที่ต้นคอของสุนัข หรือถ้าสุนัขเห่าเพื่อขอของกิน ผู้เลี้ยงห้ามให้เด็ดขาด  รอให้สุนัขหยุดเห่าแล้วจึงค่อยให้ของกิน เพื่อฝึกให้สุนัขรู้ว่า ต้องไม่เห่าจึงจะได้ของกิน

     

    1. รับฟังความคิดเห็นของเพื่อนบ้าน

     

     

    พูดคุยกับเพื่อนบ้าน สอบถามถึงปัญหา และผลกระทบที่ได้รับจากสุนัขของเรา เพื่อหาทางแก้ไข และป้องกันปัญหาต่างๆที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต

     

    1. สุนัขชอบทำลายข้าวของ

     

     

    ปัญหานี้ อาจเกิดขึ้นเพราะ สุนัขเกิดความเครียด เหงา กลัวว่าจะโดนทิ้ง จึงแสดงพฤติกรรมที่ไม่ดีออกมา เพื่อเรียกร้องความสนใจ ผู้เลี้ยงควรฝึกสุนัขตั้งแต่เล็กๆ ให้คุ้นกับการอยู่ตัวเดียว แต่ถ้าสุนัขชอบทำลายข้าวของเป็นประจำ ทั้งๆที่ไม่ได้อยู่ตัวเดียว ผู้เลี้ยงต้องทำโทษด้วยการ นำกระดาษหนังสือพิมพ์มาม้วน แล้วตีสุนัขเบาๆ ให้เกิดเสียง เพื่อให้สุนัขรู้ว่า ถ้าทำแบบนี้อีกจะถูกทำโทษ

     

    1. มีเวลาใส่ใจดูแลสุนัข

     

     

    ควรสัมผัสตัว ลูบหัว พูดคุยกับสุนัข และควรพูดชมว่า “ดีมาก”  “เก่งมาก” เมื่อสุนัขทำตัวดี น่ารัก รวมถึง ควรมีเวลาว่างเพื่อทำกิจกรรมร่วมกับสุนัขด้วย เช่น พาไปออกกำลังกาย เดินเล่นนอกบ้าน เป็นต้น ช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับการพาสุนัขไปเดินเล่น คือ

     

    ตอนเช้า ใช้เวลาเดินเล่น ประมาณ 20 – 30 นาที เพื่อช่วยให้สุนัขปลดปล่อยพลังงาน คลายความเครียด ลดนิสัยก้าวร้าว และช่วยให้สุขภาพแข็งแรง

     

    ตอนเย็น เวลาที่เหมาะสมคือ ตั้งแต่เวลา 17.30 น. เป็นต้นไป ใช้เวลาเดินเล่นประมาณ 40 นาที ถึง 1 ชั่วโมง เพื่อช่วยให้สุนัขคลายความเครียด หลังจากที่ต้องอยู่บ้านมาทั้งวัน

     

    วันเสาร์ – อาทิตย์ เป็นวันที่เหมาะกับการฝึกวินัยให้กับสุนัขเพื่อให้ทำตามคำสั่ง และทำกิจกรรมต่างๆร่วมกัน เช่น การพาสุนัขไปตรวจสุขภาพ ไปเที่ยว หรือว่ายน้ำ เป็นต้น เพื่อสร้างความใกล้ชิดสนิทสนม ระหว่างเจ้าของกับสุนัข

     

     

    กฎหมายการเลี้ยงหรือปล่อยสุนัข พ.ศ. 2548 ข้อ 26 และพระราชบัญญัติการสาธารณะสุข พ.ศ. 2535 มาตรา 73 วรรค 2 มีดังนี้

    1. ผู้เลี้ยงต้องดูแลสุนัขไม่ให้ก่อเรื่องเดือดร้อน เช่น เห่าเสียงดังนานๆ เป็นต้น
    2. ต้องดูแลพื้นที่ที่เลี้ยงสุนัขให้สะอาดอยู่เสมอ
    3. กำจัดสิ่งปฏิกูลของสุนัขอย่างสม่ำเสมอ
    4. เมื่อสัตว์เลี้ยงตาย ผู้เลี้ยงต้องจัดการให้ถูกสุขลักษณะ เพื่อป้องกันเชื้อโรคและกลิ่นเหม็น ซึ่งอาจสร้างความเดือดร้อนให้กับเพื่อนบ้านได้
    5. หากสุนัขมีความดุร้าย จะต้องผูกสายลากจูง ที่มีความยาวไม่เกิน 50 เซนติเมตร และต้องใส่ที่ครอบปากตลอดเวลาที่ออกนอกบ้าน หากฝ่าฝืนต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 5,000 บาท หากผู้ใดพบเห็นผู้ที่ทำผิดกฎหมาย และมีหลักฐาน เช่น รูปถ่าย ว่าสุนัขกำลังทำร้ายคน จะมีโทษปรับเป็น 2 เท่า คือ ปรับไม่เกิน 5,000 บาท รวมถึงชดใช้ค่าเสียหาย ค่ารักษาพยาบาล และค่าทำขวัญ

     

    ก่อนตัดสินใจซื้อสุนัขมาเลี้ยง ควรศึกษาให้ดี รวมทั้งศึกษาตัวเราเองด้วยนะคะว่าพร้อมที่จะดูแลน้องหมาหรือไม่ เพื่อไม่ให้เดือดร้อนผู้อื่น และกลายเป็นปัญหาของสังคมในอนาคตด้วยค่ะ

     

    ขอบคุณรูปภาพจาก Pinterest

  • ประวัติ

    บริษัท อิสรา ลิฟวิ่ง จำกัด เป็นบริษัทเกี่ยวกับ “บ้านระบบสำเร็จรูป”  ก่อตั้งขึ้นเมื่อต้นปี 2558 จากความรัก ความสนใจในเรื่องเดียวกันของสถาปนิก 3 ท่าน ประกอบด้วย กระผม ชยดล ปิยะวาณิชเสถียร (ปิ๊ก) เอกรัฐ เฉลิมชิต (เอก) และปียพัทธ์ เชี่ยววานิช (แต้ว) ซึ่งทุกคนเป็นเพื่อนรุ่นเดียวกัน จากคณะสถาปัตยกรรม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และต้องการที่จะทำให้เป็นธุรกิจที่มั่นคง

    จุดเริ่มต้นของธุรกิจบ้านสำเร็จรูปคืออะไร และรวมตัวกันได้อย่างไร

    เริ่มต้นจากการที่เราพูดคุยกัน ถึงเรื่องที่เกี่ยวกับปัญหามากมายในวงการก่อสร้าง แล้วก็ลองคิดกันเล่นๆว่า จะมีวิธีไหน หรือหนทางใดที่จะเป็นทางออกสำหรับปัญหาเดิมๆที่เกิดขึ้น อาทิเช่น การเป็นผู้รับเหมางานสร้างในที่ที่ต้องเดินทางไป-กลับ ต้องหาที่พักให้กับคนงาน หรืออาจสร้างความเดือดร้อนรำคาญใจให้กับเจ้าของบ้านบริเวณใกล้เคียง ไม่ว่าจะเป็นเสียง ฝุ่น รวมถึงการเก็บงาน ซึ่งหากทำในโรงงานจะทำได้ง่ายและเร็วกว่า เป็นต้น เมื่อเราได้พบเจอกับบ้านหลังเล็กๆ หรือศาลาที่วางขายตามข้างทาง จึงเริ่มเกิดไอเดียที่อยากจะย้ายสถานที่ก่อสร้างจากหน้างานให้ไปอยู่ในโรงงานแทน  พวกเรานัดประชุมกันหลายครั้ง ก่อนที่จะเปิดเป็นบริษัทฯ เพื่อประชุมแลกเปลี่ยนข้อมูล วิเคราะห์ตลาด รูปร่างหน้าตาของบ้านที่เหมาะสมกับฟังก์ชั่นและวัสดุที่ใช้ รวมถึงศึกษาเทคนิคการก่อสร้างบ้านสำเร็จรูป  เมื่อความคิดเห็นทุกอย่างตกตะกอน ลงตัวดีที่สุดแล้ว จึงเริ่มต้นทดลองทำบ้านหลังแรกขึ้นมา เพื่อเป็นต้นแบบมีชื่อรุ่นว่า Slope ซึ่งเป็นชื่อเรียกง่ายๆของหลังคาที่เอียงด้านเดียว แต่ที่จริงแล้วอยากตั้งชื่อให้เป็นอะไรที่เกี่ยวกับภูมิประเทศในธรรมชาติ

    บ้านสำเร็จรูปของคุณมีรูปแบบอย่างไรบ้าง มีจุดเด่น และแตกต่างจากคู่แข่งอย่างไร

    พวกเรามีความสุข และสนุกในการทำงาน เราคิดแบบบ้านสำเร็จรูป ทั้งรุ่นและรูปแบบต่างๆ จากการวิเคราะห์ไลฟ์สไตล์ของผู้ใช้งาน จุดเด่นที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งคือ การออกแบบเพิ่มเติมให้ตัวบ้านสอดคล้องกับหน้างานในแต่ละที่ จากสถาปนิกผู้เชี่ยวชาญ อาทิเช่น คิดเรื่องการเข้าถึง การจัดวาง และออกแบบตัวบ้านให้สามารถรับลมได้ แต่ก็หลบแดดได้ด้วย คิดถึงเรื่องการเชื่อมต่อกับบ้านเดิม ทำให้ลูกค้าได้บ้านที่เหมาะสมกับตัวเองจริงๆ เป็นต้น ไม่ได้ทำขึ้นมาเพื่อวางขายเรียงกันเยอะๆหลายหลังๆ

    เป้าหมายทางธุรกิจในอนาคตเป็นอย่างไร จะพัฒนาต่อยอดไปในทิศทางไหน

    เมื่อผ่านการทำงานมาเกือบ 3 ปี เราพบว่าต้องมีการพัฒนาแบบบ้านให้มีความทันสมัยมากขึ้น และสวยงามอยู่เสมอ มีการออกแบบบ้านสำเร็จรูปรุ่นใหม่ๆออกมาเพิ่มเติมเรื่อยๆ ออกแบบระบบต่างๆภายในบ้านเพื่อช่วยเสริมความสมบูรณ์ให้กับตัวบ้าน ใส่นวัตกรรมใหม่ๆลงไป เช่น ระบบระบายอากาศทำให้บ้านเย็น ระบบโซล่าเซลล์ ระบบเปิด-ปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าและแสงสว่างอัตโนมัติ เป็นต้น รวมทั้งออกแบบระบบการผลิตที่โรงงานให้มีความรวดเร็วและเรียบง่ายมากยิ่งขึ้น สามารถใช้เป็นต้นแบบในการขยายสาขาต่อไปได้ในอนาคตด้วย

    ฝากทิ้งท้ายสำหรับธุรกิจของคุณ ถึงคนที่กำลังมองหาและสนใจบ้านสำเร็จรูป

    อิสรา ลิฟวิ่ง มีความตั้งใจในการผลิตบ้านสำเร็จรูปที่สามารถตอบโจทย์ผู้อยู่อาศัย ในแง่ความสวยงาม ความรวดเร็วในการสร้าง การควบคุมงบประมาณ จากการมีรุ่นให้เลือกหลายแบบหลายราคา ช่วยสร้างประสบการณ์ใหม่ และความสะดวกสบายให้กับผู้อยู่อาศัย รวมทั้งใช้ระบบสำเร็จรูปทั้งงานฐานราก และตัวบ้าน เพื่อความเรียบร้อยของพื้นที่หน้างาน  มุ่งมั่นตอบโจทย์วิถีชีวิตของคนยุคใหม่ ฝากติดตามชมบ้านสำเร็จรูปรุ่นใหม่ของเราที่มีชื่อว่า CAVE series ได้ทาง www.esaraliving.com หรือ www.facebook.com/esaraliving หรือติดต่อฝ่ายขายของทางบริษัท ได้ที่ เบอร์ 098 825 7602 และ 064 334 4557 

  • 7 สิ่งสุดยี้ที่คาดไม่ถึงที่อยู่ในครัว เป็นสิ่งใกล้ตัวที่เราคาดไม่ถึง จะมีอะไรบ้างนั้นมาดูกัน

     

    1.ไมโครเวฟ

    เห็นไมโครเวฟเป็นสิ่งที่มีความร้อนบางคนอาจจะคิดว่ามันสามารถฆ่าเชื้อโรคได้ แต่แบคทีเรียที่เกิดจากการที่เราได้อุ่นอาหาร แล้วมีคราบที่กระเด็นไป ก็สามารถให้มันเจริญเติบโตได้หากทำความสะอาด ไม่เพียงพอ จะกลายเป็นที่สะสมของเชื้อโรคได้ หากมีคราบเปื้อนให้เช็ดทำความสะอาดทันที และหาอาหารปิดภาชนะทุกครั้ง

     

    2.เคาน์เตอร์ครัว

    เป็นสิ่งที่เราต้องใช้วางสิ่งของต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นถุงอาหาร กล่องข้าว หรือวัตถุดิบต่างๆ ของพวกนี้จะมีเชื้อโรคติดมาเสมอ เช่นแบคทีเรียที่สามารถอาจทำให้เกิดการท้องเสียได้ ควรรักษาความสะอาดให้มากที่สุด

     

     

    3.ถังขยะในครัว

    ถังขยะเป็นแหล่งสะสมโรคชนิดดีเยี่ยมเพราะว่าสารพัดขยะ ที่เราได้ทิ้งลงไป บางทีเราไม่ได้เก็บไปทิ้งภายในวันเดียวอาจทำให้เกิดการหมักหมมของเชื้อโรค และการส่งกลิ่นเหม็น หากเราปล่อยไว้ ไม่เก็บทิ้งก็อาจจะเกิดการสะสมเชื้อโรค หนูอาจจะมีสัตว์ที่เราไม่พึงประสงค์เข้ามาไม่รู้ตัว ควรมีฝาปิดและทิ้งทุกวัน

     

    4.เขียง

    เขียงที่เราได้ทำการหั่นอาหารลงไปนั้น ไม่ว่าจะเป็นอาหารหรือของแห้ง หากล้างไม่สะอาดก้จะทำให้เกิดการสะสมเชื้อโรคชั้นดี ยิ่งเป็นเขียงไม้ ยิ่งจะเป็นการสะสมเข้าไปอีก เพราะจะซึมเข้าเนื้อไม้ สกปรกเข้าไปอีก

     

    5.บริเวณรอบอ่างล้างจานหรือซิ้งค์น้ำ

    อ่างล้างจานเป็นส่วนที่สัมผัสน้ำมาตลอด เพราะทั้งการล้างจาน  หรือการวางของที่โดนน้ำตลอด หากทำความสะอาดไม่ดีพอ หรือว่าปล่อยให้มีน้ำขัง สิ่งสกปรกจะไปสะสมเข้าทุกวัน

     

     

    6.ผ้าเช็ดจานและฟองน้ำล้างจาน

    เป็นแหล่งสะสมแบคทีเรียที่ดี เพราะเราล้างจานหรือเช็ดจานก็จะโดนน้ำตลอด ควรนำผ้าเช็ดจานไปซักทำความสะอาดและใช้ฟองน้ำไปเข้าไมโครเวฟเพื่อฆ่าเชื้อแบคทีเรียบ้าง บางคนอาจไม่เคยซักนานอาจทำให้สกปรกได้

     

     

    7.ช่องแช่แข็ง

    การเก็บเนื้อสัตว์ไว้ในตู้แช่แข็ง หากอุณหภูมิไม่ดีพอหรือเหมาะสมควร ต่ำกว่า 5 องศาเซลเซียส เพราะหากเก็บไว้อุณหภูมิที่สูงกว่านี้จะทำให้แบคทีเรียเติบโตไว  นานเข้าควรละลายน้ำแข็งเช็ดทำความสะอาดเป็นประจำ