ก่อนเลือกปลั๊กพ่วงมาใช้ดูให้ดี เช็คให้ชัวร์ ว่าได้มาตรฐานมั้ย ดูให้เรียบร้อยว่าแบบไหนดี เหมาะกับการใช้งาน หากเลือกไม่ดี อาจเกิดการช็อตได้ วันนี้เรามีวิธีการเช็คมาฝากกัน










ก่อนเลือกปลั๊กพ่วงมาใช้ดูให้ดี เช็คให้ชัวร์ ว่าได้มาตรฐานมั้ย ดูให้เรียบร้อยว่าแบบไหนดี เหมาะกับการใช้งาน หากเลือกไม่ดี อาจเกิดการช็อตได้ วันนี้เรามีวิธีการเช็คมาฝากกัน










อ่างน้ำเป็นสิ่งที่เราใช้งานบ่อยและอุดตันมากที่สุดไม่ว่าจะเป็น คราบไขมัน คราบสบู่ เยอะแยะมากมาย
บางทีทำให้น้ำที่ไหลลงมา ระบายได้ช้า เกิดการอุดตันได้ง่าย วันนี้ผมมีเทคนิคง่ายในการแก้ปัญหามาฝาก





















บันได ถือเป็นส่วนประกอบหนึ่งที่สำคัญของบ้าน ซึ่งบ้านเกือบทุกหลังจำเป็นต้องมีบันได โดยสิ่งที่ต้องคำนึงถึงคือขนาดของลูกตั้ง ลูกนอนที่เหมาะสม เพื่อให้สมาชิกทุกคนภายในบ้านใช้บันไดได้อย่างสบายเท้า ดังนั้นบันไดที่ดี จึงควรมีลักษณะ ดังนี้

บันได ถือเป็นส่วนประกอบหนึ่งที่สำคัญของบ้าน ซึ่งบ้านเกือบทุกหลังจำเป็นต้องมีบันได โดยสิ่งที่ต้องคำนึงถึงคือขนาดของลูกตั้ง ลูกนอนที่เหมาะสม เพื่อให้สมาชิกทุกคนภายในบ้านใช้บันไดได้อย่างสบายเท้า ดังนั้นบันไดที่ดี จึงควรมีลักษณะ ดังนี้
ลูกตั้ง คือ ระยะตั้งของบันไดแต่ละขั้น
ลูกนอน คือ ระยะราบที่ใช้เดินเหยียบบันไดแต่ละขั้น
สูตรการคำนวณลูกตั้งลูกนอนบันได คือ ลูกตั้ง + ลูกนอน = 45
ตัวอย่างการคำนวณ ลูกตั้งลูกนอน ลูกตั้ง + ลูกนอน = ผลรวม เช่น 18+ 27 = 45 เป็นต้น

ตัวอย่างบันไดที่เดินสบาย
ดังนั้น บันไดที่เดินแล้วสบายเท้า ลูกตั้ง จะอยู่ที่ 17 – 18 เซนติเมตร ส่วนลูกนอน จะอยู่ที่ 27 – 28 เซนติเมตร
ตามกฎหมายระบุไว้ว่า ลูกตั้งต้องไม่เกิน 20 เซนติเมตร ส่วนลูกนอนต้องกว้างไม่น้อยกว่า 22 เซนติเมตร
(เพราะถ้าความกว้างของลูกนอนน้อยเกินไป จะทำให้เหยียบได้ไม่ถนัดเท้า)

ในกรณีที่ความสูงระหว่างชั้นไม่เกิน 3 เมตร สามารถใช้บันได ช่วงเดียวได้เลย
แต่ถ้าความสูงระหว่างชั้นเกิน 3 เมตร ควรแบ่งช่วงบันได
มีไว้เพื่อแบ่งช่วงบันได และความยาวของชานพัก ต้องไม่น้อยกว่าความกว้างของบันได
รวมถึง ระยะดิ่งจากขั้นบันได หรือชานพัก ถึงเพดานเหนือหัว ต้องสูงไม่น้อยกว่า 1.90 เมตร
บันไดบ้านจะสวยมากน้อยแค่ไหนไม่สำคัญ สิ่งสำคัญคือ การมีบันไดที่ได้สัดส่วนตามมาตรฐาน ใช้งานได้อย่างสะดวกสบาย เหมาะสม และปลอดภัยกับทุกคนในครอบครัวเป็นอย่างดี
ขอคุณภาพประกอบจาก Pinterest
การเลือกที่นอนให้เหมาะสมกับการพักผ่อนเป็นสิ่งสำคัญ เพราะ 1 ใน 3 ของแต่ละวันคือช่วงเวลาของการนอนหลับพักผ่อน ดังนั้นการมีที่นอนที่ดีนอกจากจะช่วยให้นอนหลับสบายตลอดทั้งคืนแล้ว ยังช่วยให้เรามีสุขภาพร่างกายที่ดีอีกด้วย แต่ถ้าหากไม่รู้ว่าควรเลือกที่นอนอย่างไร? วันนี้เรามีเทคนิคง่ายๆ มาฝากค่ะ








ลองนำข้อควรรู้ในการเลือกซื้อที่นอนเหล่านี้ไปใช้กันดูนะคะ เพราะเราต้องใช้งานมันทุกวัน ดังนั้นการเลือกสิ่งที่ดี มีคุณภาพถือว่าเป็นการลงทุนที่ถูกต้อง แถมยังมีผลระยะในยาวต่อสุขภาพการนอนของเราอีกด้วยค่ะ
ใครที่เป็นคอไวน์ อย่าทิ้งจุกก๊อกนะคะ เรามีไอเดียของแต่งบ้านสวยๆ จากจุกก๊อกมาฝาก สามารถทำเองได้ไม่ยาก และด้วยความมหัศจรรย์ของเจ้าจุกก๊อกนี้ สามารถแปลงร่างเป็นของใช้และของแต่งบ้านได้มากมายจนคุณนึกไม่ถึงเลยแหละ มาดูของตกแต่งจากจุกก๊อกไวน์ ว่ามีอะไรบ้าง ชมไปพร้อมๆกันเลยค่ะ
1. บอร์ดจุกก๊อกไวน์ สำหรับติดโน๊ตต่างๆ
เอาจุกก๊อกติดกาว แล้วติดเรียงไปเรื่อยๆ บนกระดาน กรอบรูป หรืออะไรก็ได้ที่ไม่ใช้แล้วตามต้องการ ติดไปเรื่อยจนเต็มพื้นที่ แค่นี้ก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อย แล้วหาหมุดสำหรับปักกระดาษ นำมาปักติดไว้ซะหน่อย มันง่ายมากๆเลยใช่มั้ยคะ ลองทำดูนะคะ



2. ที่รองแก้ว กาน้ำ หรือหม้อร้อนๆ
เป็นของใช้ที่ทำได้ง่ายมากๆ แค่เพียงนำจุกก๊อกมาติดรวม ๆ กันให้ได้ขนาดที่พอเหมาะกับสิ่งของที่ต้องการวาง แค่นี้ก้เก๋ไก๋ ใช้วางของได้แล้วค่ะ


3. ทำกระถางต้นไม้ด้วยจุกก๊อกไวน์
เพียงแค่เจาะรูตรงกลางจุกก๊อกด้วยมีดปลายแหลมหรือไขควง ให้เป็นหลุมลึกประมาณครึ่งหนึ่งของความยาวจุกก๊อก จากนั้นเติมดินลงไป แล้วนำต้นไม้ลงปลูก แค่นี้ก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อย



4. พรมเช็ดเท้า
นำเสื่อพลาสติก หรือผ้าที่ไม่ใช้แล้ว มาตัดให้เป็นแผ่นสี่เหลี่ยมในขนาดที่พอเหมาะตามต้องการ จากนั้นทากาวลงไปบนจุกก๊อก แล้วติดเรียงลงบนเสื่อหรือผ้าที่เตรียมไว้ แค่นี้เราก็จะมีพรมสวยๆ ไว้ใช้งานแล้ว



5. ทำป้ายชื่อต้นไม้ด้วยจุกก๊อกไวน์
เอาสว่านมาเจาะตรงกึ่งกลางของหัวจุกก๊อก แล้วเขียนชื่อต้นไม้แต่ละต้นลงบนจุกก๊อก จากนั้นนำไม้เสียบลูกชิ้น หรือตะเกียบใส่เข้าไปในรูที่เจาะเอาไว้ เสร็จแล้วนำไปเสียบตามกระถางต้นไม้ได้เลยค่ะ



6. ทำที่แขวนสร้อย ต่างหูด้วยจุกก๊อกไวน์
ที่แขวนเครื่องประดับน่าจะถูกใจสาวๆ หลายคน เพราะทั้งสวย เป็นระเบียบ เก๋ไก๋ไม่ซ้ำใคร และสามารถทำเองได้ไม่ยาก



มันง่ายมากกับการนำของเหลือใช้มาทำให้เกิดประโยชน์ อย่างจุกก๊อกไม้จากขวดไวน์ ที่เราเอามาให้ดูเป็นตัวอย่างนี้ สามารถนำมา สร้างสรรค์เป็นของแต่งบ้านสุดเก่ได้อีกมากมาย และน่าจะช่วยให้บ้านของคุณสวยงามน่าสนใจขึ้นอีกไม่น้อยเลยค่ะ
ขอบคุณภาพประกอบจาก Pinterest
การเลือกใช้แสงของหลอดไฟให้ตรงกับการใช้งานภายในบ้าน ถือเป็นสิ่งสำคัญ เพราะหลอดไฟมีหลายโทนสี และแสงของหลอดไฟแต่ละสีก็สร้างความรู้สึก อารมณ์ และบรรยากาศให้กับผู้อยู่อาศัยด้วย วันนี้เรามีเคล็ดลับการเลือกแสงไฟให้เหมาะกับแต่ละห้องมาฝากเพื่อนๆ กัน
1.ห้องน้ำ
ขึ้นอยู่กับความชอบของแต่ละคน แบบสว่างสดใส ใช้เวลาอยู่ในห้องน้ำได้นาน ควรใช้หลอดไฟ Daylight White หรือชอบความรู้สึกผ่อนคลาย แบบร้านสปา ควรใช้ หลอดไฟ Warm White และ Cool White เป็นต้นและเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความอับชื้น มองเห็นได้ชัดเจน ไม่ลื่นล้ม ควรเลือกแสงไฟที่สว่างๆ หากเปิดให้แสงธรรมชาติถ่ายเทผ่านเข้ามาได้มากยิ่งดี และบริเวณอ่างล้างหน้า หรือโต๊ะหากชอบแบบสว่างสดใสสำหรับแต่งหน้า แต่งตัว ควรติดไฟรอบกระจกด้วยแสงอ่อนนุ่ม หรือไฟสีขาว เพราะจะให้แสงที่เป็นจริง


2.ห้องทำงาน หรือสำนักงาน
ควรเป็นแสงธรรมชาติ หรือหลอดไฟแสงขาว สบายตา เงียบสงบ มีแสงสว่างเพียงพอ ผ่อนคลาย สามารถเห็นสิ่งต่างๆ ได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะเมื่อต้องเพ่งสายตากับคอมพิวเตอร์นานๆ มีสมาธิ และช่วยกระตุ้นการทำงาน สำหรับคนที่ชอบทำงานตอนกลางคืน ควรมีโคมไฟตั้งโต๊ะ โดยใช้แสงไฟสีขาวนวล (Cool White) จะช่วยให้มองเห็นงานได้ชัดเจน และไม่รู้สึกปวดตาเวลาทำงาน

3.ห้องทานอาหาร
ใช้หลอดไฟที่ให้แสงสว่างแบบอ่อนโยน สะอาดตา ช่วยสร้างบรรยากาศอบอุ่น เป็นกันเอง สบายๆ เช่น หลอดไฟ Warm White และ Cool White ที่เป็นแสงโทนอุ่น ช่วยให้อาหารดูน่ารับประทานมากขึ้นด้วย

4.ห้องนั่งเล่น และห้องรับแขก
เป็นห้องสำหรับการผ่อนคลาย สบายตา สร้างบรรยากาศอบอุ่นให้กับครอบครัว และแขกผู้มาเยือน ดังนั้นควรใช้แสงสว่างที่ส่องมาจากธรรมชาติเป็นหลัก จะทำให้ห้องดูโปร่งสบาย และควรใช้แสงไฟสีส้ม หรือขาวโทนอุ่น Warm White และ Cool White ให้มีแสงสว่างมากพอ หรือสีที่เข้ากับโทนการตกแต่งห้อง

5.ห้องนอน
ควรรู้สึกสงบ อบอุ่น ผ่อนคลาย พักผ่อนได้อย่างสบายใจ ใช้หลอดไฟแสง Warm White หรือ Cool White ให้แสงที่นวลตา ไม่สว่างมาก และแสงไม่อ่อนมากเกินไป เช่น แชนเดอเลียร์, ไฟซ่อนผนัง, ไฟฝังฝ้า จะช่วยให้เรารู้สึกมั่นใจ ปลอดภัย และนอนหลับได้อย่างสนิท ช่วยลดความวิตกกังวลระหว่างนอนหลับ แต่ถ้าชอบอ่านหนังสือในห้องนอนควรใช้แสงสว่างให้เพียงพอ หรือมีโคมไฟหัวนอนเสริม

6.ห้องครัว
ควรใช้แสงไฟสว่างตั้งแต่แสงปกติจนถึงสว่างเป็นพิเศษ เช่น หลอดไฟฟลูออเรสเซนต์ หรือหลอดไฟฮาโลเจน และควรมีช่องแสงหรือหน้าต่างให้มีอากาศถ่ายเท ไม่ควรเป็นจุดอับ ปลอดโปร่ง มีแสงจากธรรมชาติเข้ามาได้มากที่สุด ช่วยลดกลิ่นอับ และควรเพิ่มแสงสว่างใต้เครื่องดูดควัน ตู้เก็บของชั้นบน หรือบริเวณอื่นๆ เพื่อให้ทำงานสะดวกและเพิ่มความสวยงามได้ด้วย

ลองนำเทคนิคที่เราแนะนำนี้ไปใช้ดูนะคะ ทั้งในเรื่องบรรยากาศภายในบ้านและการใช้งาน และมีสไตล์เข้ากับความชอบของเราที่สำคัญการเลือกหลอดไฟที่เหมาะสม และจำนวนที่พอดีจะช่วยให้เราประหยัดมากขึ้น เพราะไม่ต้องใช้หลอดไฟมากเกินไปความจำเป็นอีกด้วยค่ะ หวังว่าข้อมูลนี้จะทำให้เพื่อนๆ สามารถเลือกซื้อหลอดไฟได้อย่างถูกต้องและเหมาะสมในแต่ละห้องได้ค่ะ
ข้อกำหนด
ทดสอบ :O)
123 ถนนอยู่สุข เขตอยู่สุข กรุงเทพฯ 10000
02-123-4567
support@vlivingpro.com
แก้ไขความคิดเห็น