ท็อปปิ้งเป็นชื่อเรียกในงานก่อสร้าง หลายคนอาจคนงงว่าคืออะไร ทำไมชื่อแปลกๆ วันนี้่เรามีคำตบมาฝากกัน





ท็อปปิ้งเป็นชื่อเรียกในงานก่อสร้าง หลายคนอาจคนงงว่าคืออะไร ทำไมชื่อแปลกๆ วันนี้่เรามีคำตบมาฝากกัน





3 เคล็ดลับวิธีทำบ้านเย็น ให้แก่บ้านแบบไม่ยุ่งยาก และปลอดภัยมีอะไรบ้างมาดูกัน












ในงานก่อสร้าง ต้องพิจารณาดูว่างานที่ทำไม่เสร็จ หรือว่างานที่ทำไปกลางคันแล้ว ทำไม่เสร็จจริงเพราะว่างานเหลือเยอะแล้วไม่ทำต่อ หรือเป็นกรณีที่ เบิกเงินไปแล้วหนีไปเลย ลักษณะนี้ถือว่าเป็นการทิ้งงาน เพราะว่าเงินส่วนที่เหลือนั้น เจ้าของบ้าน อาจจะต้องนำไปจ่ายให้ช่างใหม่มาเก็บงานต่อ และอาจเกิดงบบานปลายได้เพราะ ช่างที่เข้ามาใหม่อาจจะคิดราคาแพงกว่าที่ควรจะเป็นว่าช่างเก่าที่ทำไว้งานไปถึงไหนแล้ว สาเหตุเนื่องจากไม่รู้ว่าแย่แค่ไหนจึงมีการเผื่อค่าเก็บแก้งาน

1.ประเด็นและสาเหตุการทิ้งงาน
หากช่างทำงานไม่สำเร็จ หรือทิ้งงานไปกลางคัน โดยที่ปริมาณงานยังเหลืออีกเยอะ หากช่างเบิกงวดงาน ไปแล้วปิดมือถือหรือติดต่อยาก ผู้ว่าจ้างอาจจะต้องพิจารณาไม่จ่ายเงิน ในส่วนที่ทำไป แล้วเพราะ เงินที่เหลือ จะต้องนำไปจ้างช่างที่ว่าจ้างเข้ามาใหม่ที่จะเข้ามาต่องาน ช่างใหม่อาจจะคิดเงินราคาแพงกว่าเพราะไม่รู้ว่าของเดิมได้ทำไว้แย่แค่ไหน จึงทำให้มีค่าใช้จ่ายในการเก็บงานมากขึ้น

2.การจ้างงานช่างหรือผู้รับเหมา ควรทำสัญญาให้ชัดเจน ว่าเบิกงวดงานได้ตอนไหน หากไม่มีเอกสารที่จะระบุได้ชัดเจนอาจจะทำให้ช่าง เบิกเงินเกินกับปริมารงานที่ทำ เจ้าของบ้านมารู้ตัวอีกที เงินอาจจะหมดแล้วแต่งานยังไม่ไปถึงไหนเลย หรือ หากถึงเวลาที่กำหนดแล้วเจ้าของบ้านดึงเงินไม่จ่ายก็ต้องมาดูที่สัญญาว่าทำไปมากน้อยแค่ไหน
ข้อแนะนำเพิ่มเติม
ในการทำสัญญากับรับเหมาควรจะขอเอกสาร เช่น บัตรประชาชน ทะเบียนบ้านเดิม ไว้เป็นหลักฐานทุกครั้งในการอ้างอิง โดยทั่วไปช่างที่ไม่บริสุทธิ์ใจจะไม่ยอมให้หลักฐานประกอบเพื่อแนบในสัญญา นอกจากนี้เราไม่ควรเลือกผู้รับเหมาที่มีปัญหาการเงินตั้งแต่แรก เพราะตอนทำงานจริงก็มีโอกาสเกิดปัญหาหมุนเงินไม่ทันและอาจทิ้งงานได้

3. จ่ายตามจริง อ้างอิงราคากลาง หรือ ที่ตกลงไว้
จ่ายเท่าไหร่ ขึ้นกับการเจรจา โดยทั่วไปถ้าคุยกันเองได้ก็จบ แต่คุยสรุปตัวเลขกันไม่ได้ ต้องขึ้นศาล ก็จะให้คนกลาง สภาวิศวกรมาประเมิน

4.สัญญา ฟ้องได้ แต่คุ้มไหม?
ไม่แน่ใจ ค่าฟ้องก็หลายหมื่นนะ มันจะมีอัตราเท่าไหร่ ไม่แน่ใจ ต้องเช็คทนาย
อีกเรื่องคือ ทาง ผรม. มีทรัพย์อะไรให้ยึดมั้ย แล้วถ้าเค้าไม่ได้มีชื่อถือครองสินทรัพย์ เช่น บ้าน หรือรถ เป็นชื่อพ่อแม่ ก็ยึดไม่ได้นะ หรือ ถ้าเค้าทำงานเป็นพนักงานประจำ สมมติว่า ตามไปทำเรื่องแจ้งขอหักเงินจากเจ้านายใหม่ ถ้าเค้าย้ายงาน เราก็ต้องสืบว่ามันย้ายไปทำทีไ่หน แล้วต้องทำเรื่องใหม่หมด ยุ่งยาก

การที่จะถมดิน มีอะไรบ้างที่ควรรู้บ้าง! จะถมดินในพื้นที่ทั้งทีสิ่งที่ควรรู้ก่อนการถม เพื่อไม่ให้เป็นการสูญเปล่า จะมีอะไรบ้างนั้น วันนี้เรามีคำตอบมาฝากกัน

การถมดิน เป็นการทำให้บ้านสูงหรือเท่ากว่าถนน มาดูกันดีกว่า ว่าก่อนจะถมดินได้ต้องรู้อะไรบ้าง
1.ต้องถมดินไหม
บ้านโดยทั่วไปควรจะอยู่สูงกว่าพื้นถนนไว้ก่อน โดยทั่วไปถนนสาธารณะ จะมีการถมดินหนีน้ำหลายๆปีต้องมีการทำถนนหากบ้านเราสูง กว่าถนนนิดเดียว ในอนาคตอาจจะต่ำกว่าถนนได้

2.ถมดินสูงเท่าไหร่ดี
1.ดูทุนทรัพย์ในการถมแค่ไหนยิ่งพื้นที่ใหญ่กว่าค่าถมยิ่งแพง
2.ดูพื้นที่เพื่อนบ้านหากสูงกว่ามากอาจจะดูไม่เหมาะ

3.เผื่อดินไว้สำหรับการยุบตัว
ในการถมดินแต่ละครั้ง เมื่อเวลาผ่านไปดินจะมีการยุบตัวเสมอ ดังนั้นเราควรถมดินให้สูงกว่าระดับที่ต้องการเล็กน้อย เช่น ถ้าต้องการถมดิน 80 cm อาจจะต้องถมดินไว้สูงที่ระดับ 100 cm

4.เลือกถมดินเดือนไหนดี
จะถมดินช่วงไหนก็ได้แต่ให้ดีควรเลือกหน้าฝนเพราะน้ำฝนจะเป็นตัวช่วยให้ดินที่ยุบตัวและแน่น

5.ใช้ดินประเภทไหนดี
หากปลูกบ้านสร้างอาคารควรใช้ดินลูกรัง , หากต้องการทำเกษตรแนะนำให้ใช้ดินดำจะดีกว่า

6.ซื้อดินเป็นคันรถหรือเหมาจ่ายดีกว่ากัน
หากมีเวลามีคนเฝ้าก็สามารถเอาแบบเป็นคันรถได้ ตกลงกันให้แน่นนอน หากไม่มีคนเฝ้าแนะนำให้เอาแบบเหมาจะดีกว่า ตกลงราคากันให้เรียบร้อยว่าเท่าไหร่ยังไงเพราะหลังจากการถมแล้วต้องมีการบดอัดดินเพื่อให้แน่นอีกครั้ง

7.ตรวจเช็คเพื่อนบ้าน
การถมดินจะมีผลทั้งเรื่องเสียง ฝุ่น ความสกปรก เพราะอาจเกิดความไม่สะดวกให้กับเพื่อนระแวกข้างๆบ้านอาจจะต้องมีการแจ้งเพื่อนบ้านเพื่อทำความเข้าใจ

8.เซ็นสัญญาทุกครั้งก่อนทำการว่าจ้าง
ก่อนจะทำการว่าจ้าง ทำสัญญาให้เรียบร้อย เพื่อป้องกันการทิ้งงานหรือได้ของไม่ตรงตามที่ตกลงกันไว้

9.แบ่งจ่ายเป็นงวด
ควรจ่ายเป็นงวดๆเพื่อป้องกันไมให้เกิดการล่าช้าและทิ้งงาน ไม่เป็นไปตามที่ตกลงไว้

10.ถมดินแล้วรอนานไหมกว่าจะสร้างบ้านได้
หากเป็นการถมดินแล้วการปลูกบ้านต้องมีการลงเข็มและน้ำหนักของตัวบ้านทั้งหมดจะไปอยู่ที่เข็ม ดังนั้น ในทางปฎิบัติ การถมดินแล้วสร้างเลยไม่ทำให้ปัญหาบ้านทรุด แต่ดิน อาจมีการยุบตัว เกิดเป็นโพรงใต้บ้าน ดังนั้นตอนก่อสร้างควรหาวิธีที่จะปิดช่องว่างที่จะเกิดได้ เพื่อป้องกันสัตว์เลื้อยคาน

ขึ้นชื่อว่าชักโครกก็รู้อยู่แล้วว่าไว้ขับถ่ายสิ่งปฎิกูลออกมา
หายคนใช้ชักโครกเป็นสิ่งที่ทิ้งทุกอย่าง ทำให้เกิดการอุดตันของท่อ
ซึ่งปัญหาตามมามากมาย ผมมีสิ่งของที่คนทิ้งลงในชักโครกมากที่สุดให้เพื่อนๆดูครับ

1.อาหาร
อาหารเป็นสิ่งที่คนทิ้งกันมากที่สุด เพราะบางคนอาจอยู่ในพื้นที่จำกัด ขี้เกียจไม่รู้จะไปทิ้งไหน เลยทิ้งชักโครกซะเลย อาหารที่กินมีทั้ง ไขมัน ทั้งเศษต่างๆมากมาย เป็นของที่ทำให้เกิดท่ออุดตันทั้งนั้น

2.เศษผม
สาวๆที่ทำผมในห้องน้ำ ไม่แปลกที่จะมีเศษผมหลุดร่วงออกมา แต่ดันไปทิ้งที่ชักโครก เส้นผมเป็นสิ่งที่ไม่ย่อยสลายนะครับ เศษเส้นผมจะเป็นตัวการอย่างดีเลยในการพันเป็นก้อนๆ อุดเข้าไปในท่อต่างๆ

3.ผ้าอนามัย/แพมเพิส
ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ ว่านี่เป็นอันดับต้นๆ ที่คนทิ้งลงไปในท่อเลย ซึ่งแพมเพิส และ ผ้าอนามัย ก็เป็นคุณสมบัติเดียวกันอยู่แล้วในการดูดซึมได้อย่างดีเยี่ยม นั่นล่ะครับ ตัวการในการทำท่ออุดตันข้อต้นๆเลย

4.กระดาษเช็ดมือและสำลี
กระดาษพวกนี้ต่างจากกระดาษทิชชู่ซึ่งไม่สามารถย่อยสลายไปได้

5.ยาและสารเคมี
สารเคมี มีพิษ และอันตรายต่อระบบนิเวศ ทางน้ำ หากบ้านไหนเป็นบ่อส้วมแบบเก่า คือให้ซึมลงดินไป สารเคมีเหล่านี้ อาจไปทำให้เกิดพิษได้ ยิ่งซึมไปตามแหล่งน้ำ ก้อาจจะเกิดผมเสียมากมายได้เลยทีเดียว

6.ถุงยางอนามัย
ทำมากจากยางพารา ซึ่งยากกับการที่จะย่อยสลายไปเอง

7.ทรายแมว/ทรายหมา
ทาสแมว/ทาสหมา ทั้งหลาย ทรายแมวนี่แหละตัวดีเลยที่จะทำให้อุดตัน ทิ้งลงในขยะนะครับ ทรายไม่ย่อยสลายนะ


หลายคนคงเคยเจอปัญหา ผนังทาสีแล้วหลุดร่อน หรือสีที่ทาแล้วไม่คงทนถาวร
การเลือกประเภทสีที่ใช้กับบ้านของเราได้ถูกประเภท จะช่วยให้บ้านของเราสวยงามและคงทนอยู่กับเราได้ยาวนาน โดยไม่ต้องซ่อมแซมจุกจิกตามมา ลองมาดูกันนะครับว่า มีวิธีเลือกการเลือกใช้สีอย่างไรให้ถูกต้อง








ข้อกำหนด
ทดสอบ :O)
123 ถนนอยู่สุข เขตอยู่สุข กรุงเทพฯ 10000
02-123-4567
support@vlivingpro.com
แก้ไขความคิดเห็น