ปูกระเบื้องถูกวิธี และได้ผลดีที่สุด
By vLIVING PRO17 กุมภาพันธ์ 2564 04:35:53

การปูกระเบื้อง เป็นองค์ประกอบหนึ่งของบ้าน ทั้งภายนอกและภายในบ้าน รวมถึงกระเบื้องจะมีอายุการใช้งานยาวนานหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการใส่ใจในงานปูกระเบื้องด้วย จึงควรปูกระเบื้องให้ถูกวิธี เพื่อจะได้ไม่เกิดผลกระทบเสียหายได้ ในระยะยาว 

การปูกระเบื้องที่ถูกวิธี มีขั้นตอนดังนี้

ควรใช้ปูนกาวในการปูกระเบื้อง เพราะปูนกาวมีสารที่ช่วยป้องกันการดูดน้ำ ไม่ให้กระเบื้องดูดน้ำออกจากปูนทราย ช่วยให้กระเบื้องไม่แข็งเร็วเท่าที่ควรจะเป็นก่อนที่จะเซ็ทตัว

 

ควรผสมปูนกาวกับน้ำในปริมาณที่พอดีและเข้ากันทุกส่วน ไม่ข้นหรือเหลวจนเกินไป ทิ้งไว้ 3-4 นาทีก่อนใช้งาน กาวซีเมนต์ที่ผสมแล้วสามารถใช้งานได้ไม่เกิน 3-4 ชั่วโมง (ดูฉลากข้างถุงปูน) แล้วใช้เกรียงหวีปาดปูนกาวให้ทั่วบริเวณที่ต้องการปู 

 

ถ้าเป็นกระเบื้องแผ่นใหญ่ ขนาดใหญ่กว่า 10x10 นิ้ว ควรปาดปูนกาวให้เต็มด้านหลังของแผ่นด้วย แล้ววางกระเบื้องลงตรงจุดที่ต้องการปู จากนั้นใช้ค้อนเคาะ เพื่อช่วยปรับให้ได้ระดับเดียวกัน และควรใช้ spacer หรือวัสดุที่ใช้สำหรับเว้นช่องไฟ เพื่อให้ได้ช่องที่เท่ากัน และเพื่อความสวยงาม

 

เมื่อปูกระเบื้องเสร็จแล้วควรทิ้งไว้อย่างน้อย 1 วัน เพื่อให้ปูนกาวเซ็ตตัว แล้วจึงค่อยทำการยาแนวให้เต็มร่อย เสร็จแล้วทิ้งไว้อีก 7 วัน จึงจะสามารถใช้งานในบริเวณนั้นๆได้ เพื่อให้ซีเมนต์ที่ใช้ยาแนวแข็งได้ตัวเต็มที่ และทำให้ปูนกาวยึดเกาะกระเบื้องได้เต็มแผ่น ไม่เกิดปัญหากระเบื้องแตก หรือน้ำซึมผ่านเข้าไปในกระเบื้อง รวมทั้งช่วยลดปัญหาการเกิดคราบขาวบริเวณผิวกระเบื้องด้วย

 

หากทราบวิธีการปูกระเบื้องที่ถูกต้องแล้ว จะช่วยให้ลดปัญหาต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นตามมาได้ และถ้าเห็นว่าช่างปูกระเบื้องไม่ถูก เราสามารถบอกให้ช่างแก้ไขปูใหม่ได้

vLIVING PRO
สนใจติดต่อโฆษณาเว็บไซต์กับ vLIVING PRO โทร.02-101-9493 #16, 082-359-3382
บทความอื่นที่น่าสนใจ
  •       ข้างบ้านมีการต่อเติมบ้านเลยมาขอใช้รางน้ำร่วมแล้วได้ทำการโบกปูนทับหลังคาบ้าน แบบนี้จะเป็นไรไหม? จากคำถามที่มีเข้ามาผ่านทางเว็บบอร์ดของเราลิ้งก์นี้ http://bit.ly/2TOJfeI  วันนี้เรามีสาเหตุที่เกิดการรั่วซึมและวิธีการแก้ไขมาฝากกัน

     

     

  •            การเลือกกระเบื้องมาใช้งานสิ่งที่ต้องคำนึงถึงเป็นอันดับแรก ประเภทของกระเบื้องและหน้างานที่เราจะใช้ ว่าเราจะนำมาใช้งานในประเภทไหน หากทำการเลือกกระเบื้องให้ถูกต้องและเหมาะสม ก็จะทำให้สามารถใช้ได้ยาวนาน 

              วันนี้เรามีกระเบื้องแต่ละประเภท มาให้ดูกันว่ากระเบื้องแบบไหน เหมาะกับหน้างานอะไรมากที่สุด

     

    1.กระเบื้องโมเสค

          เป็นกระเบื้องที่มีขนาดเล็กใช้ในการตกแต่ง นิยมนำมาใช้กับผนังห้องน้ำ ห้องครัว สระว่ายน้ำ ลักษณะมันวาว เนื้อกระเบื้องนิยมทำหลากสีสดใส

              มีราคาสูง ความแข็งแรงน้อยไม่นิยมนำมาปูพื้นทางเดินที่ต้องรับน้ำหนักเยอะๆ

          ตัวกระเบื้องมีความเปราะบาง หรือนำมาปูครัวอาจทำให้ลื่น ทำความสะอาดยากอาจจะมีคราบบริเวณที่ยาแนวได้

     

    ตัวอย่างกระเบื้องโมเสค

     

    2.กระเบื้องดินเผา(Earthenware Tile)


             เป็นกระเบื้องที่มีมาตั้งแต่โบราณมีความใกล้เคียงกับดินแต่เปราะบาง แตกหักได้ง่าย ผิวด้าน ราคาไม่แพง ไม่ลื่น ตะไคร่ไม่เกาะผิว สามารถระบายความร้อนได้ดีไม่อมความร้อนอีกด้วย

             แต่ข้อเสียของกระเบื้องดินเผาก็คือจะดูดซับความชื้นได้ง่ายหากช่างทำการปูไม่ดี หรือเว้นร่องห่างเกินไปอาจทำให้กระเบื้องบวม แล้วยังทำความสะอาดยาก สกปรกง่าย

    ตัวอย่างกระเบื้องดินเผา(Earthenware Tile)

    3.กระเบื้องแกรนิตโต้

              กระเบื้องที่เป็นหินแกรนิตเทียมมีส่วนผสมของผงหินแกรนิตนำไปผ่านความร้อนสูงมีความแข็งแรงเทียบเท่ากับหินแกรนิตลักษณะผิวมันวาว

              เป็นกระเบื้องที่ไม่มีการเคลือบสีผิวหน้ากับเนื้อด้านในเป็นสีเดียวกัน มีความทนทานต่อรอยขีดข่วน ไม่มีการดูดซึมน้ำ เป็นกระเบื้องที่รับน้ำหนักได้สูงเหมาะกับพื้นที่รับน้ำหนักได้ดี

    ตัวอย่างกระเบื้องแกรนิตโต้

     

    4.กระเบื้องเกลซพอร์ซเลนด์ (Glazed Porcelain Tile)

              เป็นกระเบื้องที่มีส่วนผสมของดินขาวผสมกับแร่อื่นๆ สามารถขึ้นรูปได้ทั้งกระเบื้องปูพื้น และงานเซรามิก มีความแข็งแรงเป็นเนื้อเดียวกันตลอดทั้งแผ่น

             ทนทานต่อการขูดขีด แทบจะไม่ดูดซึมน้ำเลย เหมาะกับการติดตั้งในพื้นที่ ภายในหรือภายนอกอาคารก็ได้ และใช้ปูผนังได้ด้วย

    ตัวอย่างกระเบื้องเกลซพอร์ซเลนด์ (Glazed Porcelain Tile)

     

    5.กระเบื้องเซรามิก (Ceramic Tile)

              เป็นกระเบื้องดินเผาหรือเรียกว่ากระเบื้องเคลือบก็ได้ กระเบื้องเซรามิกมีหลายสี มีความแข็งแรง ทนทาน ดูแลรักษาง่าย ไม่ทนต่อรอยขีดข่วน

              ผิวหน้ามีความลื่นเมื่อเปียกน้ำ มีวัสดุให้เลือกหลายประเภท หลายสี และหลายรูปทรง จะนิยมนำมาใช้ปูพื้นที่ห้องครัวและห้องน้ำ

              ข้อเสียคือหากเปียกน้ำจะมีความลื่นและดูดซึมน้ำ ไม่เหมาะกับพื้นที่ที่ต้องรับน้ำหนักเยอะๆ

    ตัวอย่างกระเบื้องเซรามิก (Ceramic Tile)

     

    6.กระเบื้องแก้ว (Glass Tile)

              เป็นกระเบื้องที่มีความวาวเหมือนแก้ว มีทั้งแบบแผ่นโมเสค ส่วนมากจะนิยมติดผนังมีราคาสูง ไม่ควรปูพื้นเพราะรับน้ำหนัก ได้น้อย

    ตัวอย่างกระเบื้องแก้ว

     

  • การทำงานทุกงานมีความเสี่ยงแต่หากเรามีอุปกรณ์ป้องกันจะช่วยเซฟได้ดีกว่าไหม

    มาดูกันดีกว่าว่า 8 อุปกรณ์ช่วยเซฟตี้ในการทำงานมีอะไรบ้างมาดูกัน

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

  •  

    ต้นไม้ขนาดเล็กในมีให้เลือกเยอะมากมาย อยู่ที่ว่าเราจะเลือกว่าจะไปปลูกที่ไหน เช่นในห้อง ห้องน้ำ หรือส่วนอื่นๆของบ้าน ที่สามารถดูแลได้ง่าย ตายช้า วันนี้เรามีต้นไม้ขนาดเล็ก 12 ชนิด ที่เหมาะแก่การปลูกในบ้าน หรือที่ที่มีพื้นที่แคบ แล้วยังช่วยฟอกอากาศ บางต้นยังช่วยเสริมโชคอีกด้วยนะ มาดูกันดีกว่าว่ามีต้นอะไรบ้าง มาดูกัน

     

    1.ต้นคล้า

    เป็นไม้ประดับที่ใบสวย ยังเชื่อว่าเป็นไม้มงคล  หากบ้านไหนปลูกจะทำให้มีความสุข คลาดแคล้วจากศัตรู แนะนำให้ปลูก ด้านทิศตะวันออก หลีกเลี่ยงในการจัดวางให้โดนแดด

     

    2.เข็มสามสี

    เป็นไม้ประดับช่วยดูดซับสารเบนซินที่อยู่ในสีทาบ้านและน้ำมัน เป็นต้นไม้ที่ไม่ชอบแสงแดด

     

    3.เศรษฐีเรือนใน

    ดูดสารพิษได้เป็นอย่างดีเป็นไม้ขนาดเล็กใช้ประดับตกแต่ง ทั้งภายในและภายนอก ปลูกในกระถางหรือแขวนได้

    เป็นพืชที่ไม่ค่อยคายน้ำเท่าไหร่

     

    4.Baby Tears เบบี้ เทียร์ส

    ใบเล็กๆแขวนเหมาะกับการแขวนไว้กับที่กระถางเลี้ยงง่าย แค่รดน้ำ  แต่ไม่เหมาะกับการวางไว้ใกล้ต้นที่เตี้ยกว่าเพราะต้นไม้ที่อยู่เตี้ยกว่าจะถูกเบบี้เทียร์สดันจนตาย เพราะลักษณะการเติบโตของต้นไม้ชนิดนี้จะบานออกข้าง

     

    5.ต้นบอสตันเฟิร์น

    นิยมปลูกในกระถางแขวนหรือในกระถางต้องการความชุ่มชื้นอย่างสม่ำเสมอ จึงควรหมั่นรดน้ำให้ดินชุ่มชื้นหรือฉีดพ่นด้วยละอองน้ำบอสตันเฟิร์นเป็นไม้ประดับที่ช่วยทำความสะอาดให้แก่อากาศภายในได้ดีชนิดหนึ่ง สามารถดูดสารพิษได้มาก และยังช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่อาคารภายในอาคารได้อย่างดี

     

    6.กุหลาบหิน

    มีหลากหลายสี หลายสายพรรณ ปลูกง่าย ทนทาน สามารถปลูกไว้ในบ้านหรือคอนโดได้ ใบเขียวเข้มไม่ออกดอก หากอยากจะให้ออกดอก ควรวางไว้ที่ระเบียงที่มีแดดส่องถึง การดูแลแค่เพียงรดน้ำชุ่มๆไม่มากเกินไปแค่ 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์

     

    7.หัวใจทศกัณฐ์ หรือ โฮย่า

    เป็นต้นไม้ที่ดูแลได้ง่ายอันดับต้นๆ และมีความทนทานมากๆ ในทุกสภาพอากาศ และพื้นที่ เหมาะที่สุดกับการปลูกไว้ในบ้าน

     

     

    8.เดหลี

    มีคุณสมบัติช่วยดูดซับสารพิษในอากาศ และมีความเชื่อว่าต้นไม้ที่จะช่วยในด้านโชคลาภ อายุมั่นขวัญยืน

    การปลูกเดหลีควรปลูกในที่ร่ม ปลูกในกระถางหรือว่าที่มีแสงรำไร

     

    9.พลูด่าง

    ไม้ประดับปลูกได้ทั้งนอกบ้านและในบ้าน ใช้พื้นที่น้อย ดูแลง่ายปลูกได้ทั้งในห้องน้ำ มีความเชื่อว่าเป็นไม้มงคลที่จะช่วยเสริมสร้างบารมี และคุ้มครองให้คนในบ้าน อยู่เย็นเป็นสุข พลูด่างช่วยดูดสารพิษตกค้างในห้องน้ำพิษ ช่วยลดฝุ่นและฟอกอากาศได้ดี การดูแลรักษาสามารถปลูกในน้ำได้เลยเพียงแค่เปลี่ยนน้ำอาทิตย์ละครั้ง

     

    10.ลิ้นมังกร

    สามารถปลูกได้ทั้งในร่ม และกลางแจ้ง ปลูกได้ทั้งในห้องและภายนอกได้สบาย ใบยาวเรียวแหลม ต้นลิ้นมังกรช่วยคายออกซิเจนและดูดคาร์บอนไดออกไซด์ในเวลากลางคืน เหมาะที่จะปลูกไว้ในห้องนอนเพื่อช่วยให้ร่างกายรับอากาศบริสุทธิ์

     

     

    11.ไผ่กวนอิม

    เป็นไม้ประดับที่เป็นมงคล มีความเชื่อว่าครอบครัวใดปลูกไผ่กวนอิมเงินและไผ่กวนอิมทอง จะเป็นต้นไม้ที่ช่วยเรียกทรัพย์สินเงินทองเข้ามาในบ้าน และผู้ที่ปลูกและคนในครอบครัวจะมีเงินใช้จ่ายกันไม่ขาดมือ ไผ่กวนอิมเป็นพันธุ์ไม้ที่หาซื้อได้ง่าย ขนาดพอเหมาะไม่ใหญ่เกินไปหาที่วางได้ง่าย

     

    12.เขียวหมื่นปี

    เป็นต้นไม้ที่เหมาะกับการปลูกไว้ในห้อง เพราะว่าสามารถเติบโตได้แม้จะมีแสงน้อย ช่วยกำจัดสารพิษภายในห้องได้แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับระยะที่ปลูกด้วย ยิ่งปลูกนานประสิทธิภาพยิ่งสูงมากขึ้น

     

    เลือกต้นไม้ได้แล้วอย่าลืมดูแลรดน้ำ เพื่อให้ต้นไม้เจริญเติบโตนะครับ

  • หน้าร้อนมาเยือนแล้ว อากาศก็แสนจะร้อนอบอ้าว และอุณหภูมิโลกสูงขึ้นทุกปี การติดตั้งเครื่องปรับอากาศภายในบ้าน จึงเป็นอีกวิธีหนึ่งที่หลายๆ บ้านใช้ในการแก้ปัญหา ผมมีข้อแนะนำเกี่ยวกับวิธีการเลือกซื้อ การใช้แอร์ และการดูแลรักษาแอร์ ที่ถูกต้องมาฝากครับ

     

    ควรเลือกใช้แอร์ที่มีฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 และจุดที่ทำจะติดตั้งแอร์ ต้องสามารถกระจายควรเย็นได้ทั่วทั้งห้อง

     

    ไม่ควรติดแอร์ด้านที่มีแสงแดดส่องแรงๆ เพราะจะทำให้แอร์ทำงานหนัก สิ้นเปลืองพลังงาน และต้องเสียค่าไฟมากเกินความจำเป็น ควรเลือกขนาดของแอร์ให้เหมาะสมกับพื้นที่ห้องที่ต้องการติดตั้ง ซึ่งแอร์โดยทั่วไปมีขนาดตั้งแต่ 9,000 – 60,000 BTU

     

    ควรตั้งอุณหภูมิให้เหมาะสม คือ 25 องศา หรือ ประมาณ 26 – 28 องศา จริงๆแล้ว การตั้งอุณหภูมิที่ 25 องศา ไม่ได้ช่วยให้ประหยัดไฟที่สุด แต่เป็นอุณหภูมิที่ร่างกายรู้สึกเย็นสบายพอดี เช่น บางคนอาจจะชอบที่อุณหภูมิ 27 หรือ 28 องศา เป็นต้น ร่างกายของแต่ละคนจะรู้สึกเย็นสบายในอุณหภูมิที่แตกต่างกัน และอุณหภูมิยิ่งสูง ยิ่งช่วยให้ประหยัดค่าไฟ แต่ไม่ควรเปิดแอร์อุณหภูมิสูงจนไม่เกิดความเย็น ซึ่งจะกลายเป็นว่า ไม่ได้ใช้ประโยชน์จากการเปิดใช้แอร์ ถือเป็นการสิ้นเปลืองพลังงานด้วย และควรล้างแผ่นกรอง และตะแกรงแอร์ เดือนละ 1 ครั้ง

     

    ควรหลีกเลี่ยงการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้า ในห้องที่ใช้เครื่องปรับอากาศ เช่น เตาไฟฟ้า ไมโครเวฟ เป็นต้น รวมทั้ง ควรล้างแอร์ปีละ 2 ครั้ง เพื่อให้แอร์ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถยืดอายุการใช้งานได้ยาวนาน และประหยัดค่าไฟ

     

    หากต้องการเปิดใช้แอร์ควรปิดประตู – หน้าต่างให้มิดชิด เพื่อไม่ให้ความเย็นรั่วไหลออกภายนอกห้อง และใส่เสื้อผ้าที่สบายๆ เหมาะกับสภาพอากาศ หรือถ้าที่บ้านจำเป็นต้องเปิดใช้แอร์นานต่อเนื่องเกิน 8 ชั่วโมง ควรเลือกใช้แอร์ Inverter เพราะจะช่วยให้ประหยัดไฟได้เกือบ 50% เลยทีเดียว

     

    ไม่ควรสูบบุหรี่ในห้องแอร์ เพราะทำให้ต้องเปิดพัดลมระบายอากาศ เพื่อช่วยระบายกลิ่น และควันบุหรี่ ทำให้ความเย็นจากแอร์ถูกดูดออกไปด้วย ส่วนคอยล์ร้อน ควรติดตั้งให้อยู่ในจุดที่โดนแดดน้อยที่สุด หรืออยู่ในที่ร่ม และมีอากาศที่สามารถถ่ายเทได้สะดวก หรือติดตั้งให้ห่างจากผนังอย่างน้อย 15 เซนติเมตร เพื่อช่วยระบายความร้อนได้ดี และยังช่วยประหยัดไฟได้ถึง 15 – 20 %  ควรปิดแอร์ก่อนออกจากห้องอย่างน้อย 30 นาที เพราะถึงแม้จะปิดแอร์แล้วแต่ก็ยังคงมีความเย็นอยู่ และปิดคัทเอาท์แอร์ทุกครั้งเมื่อเลิกใช้งาน

     

    วิธีต่างๆ เหล่านี้น่าจะช่วยให้เพื่อนๆ ใช้แอร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประหยัดค่าใช้จ่าย ทั้งค่าไฟฟ้า และค่าบำรุงรักษา รวมทั้งยังให้ความเย็นที่เพียงพอกับความต้องการได้ตลอดเวลา ที่สำคัญยังช่วยประหยัดพลังงานไฟฟ้าได้อีกด้วย