9 ปัญหาควรรู้ ก่อนผิดใจกับเพื่อนบ้าน มีปัญหากับเพื่อนบ้าน ทำยังไงดีนะ??
By vLIVING PRO20 มีนาคม 2560 13:03:13

              เป็นเรื่องธรรมดาที่คนส่วนใหญ่ต้องประสบพบเจอกับปัญหาคนบ้านใกล้เรือนเคียงมากมายหลายรูปแบบ อาจสร้างความลำบากใจ หรือหงุดหงิดรำคาญใจต่อกันได้  ดังนั้นถ้าไม่อยากให้ความสัมพันธ์อันดีต่อเพื่อนบ้านต้องสั่นคลอน ควรทำความเข้าใจปัญหาต่างๆ และความรู้เบื้องต้นด้านกฎหมาย เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต ดังนี้

 

  1. ข้อพิพาทเกี่ยวกับอาณาเขต

ควรศึกษากฎหมายให้แน่ชัดก่อนว่าควรเว้นระยะถอยร่นจากเขตกรรมสิทธิ์เท่าไร เช่น

  • อาคารที่เป็นผนังทึบ และสูงไม่เกิน 15 เมตร สามารถสร้างติดเขตที่ดินได้ แต่ต้องได้รับอนุญาตจากเพื่อนบ้านก่อน แต่ถ้าเพื่อนบ้านไม่ยินยอม ต้องถอยร่นห่างจากเขตที่ดินอย่างน้อย 50 เซนติเมตร
  • อาคารสูงเกิน 15 เมตร แต่ไม่เกิน 23 เมตร จะต้องถอยร่นห่างจากเขตที่ดินอย่างนี้ 50 เซนติเมตร
  • ถ้ามีช่องเปิด แล้วอาคารสูงไม่เกิน 9 เมตร ตัวอาคารจะมีกี่ชั้นก็ได้ จะต้องถอยร่นห่างจากเขตที่ดินอย่างน้อย 2 เมตร แต่ถ้าอาคารสูงเกิน 9 เมตร และมีช่องเปิด ต้องถอยร่นห่างจากแนวเขตที่ดินอย่างน้อย 3 เมตร
  • 70% ของพื้นที่ทั้งหมดใช้สำหรับสร้างบ้าน และควรมีพื้นที่ว่างไม่น้อยกว่า 30% เพื่อใช้สำหรับทำบ่อน้ำ สระว่ายน้ำ หรือบ่อพักน้ำเสีย เป็นต้น

ดังนั้น ถ้าจำเป็นต้องต่อเติมชิดติดเขตของเพื่อนบ้าน ควรให้เพื่อนบ้านเซ็นยินยอมก่อน

 

  1. เขตรั้ว

มาตรฐานความสูงของรั้ว ที่นิยมใช้ทั่วไป  คือ รั้วหลังบ้านสูงได้ไม่เกิน  1.80 เมตร รั้วหน้าบ้านสูงได้ไม่เกิด 1.20 เมตร และรั้วต้นไม้สูงได้ไม่เกิน 2.40 เมตร แต่ในกรณี ที่ต้องการสร้างรั้วสูง เพื่อความเป็นส่วนตัว ก็สามารถทำได้ แต่ต้องสร้างสูงได้ไม่เกิน 3 เมตร และต้องสร้างใหม่อยู่ในเขตที่ดินของตนเอง ตามที่กฎหมายระบุไว้

 

  1. การยื่นล้ำของหลังคา

 ควรระวังไม่ให้หลังคายื่นล้ำเขาไปในเขตของเพื่อนบ้าน เพราะเมื่อเวลาฝนตก จะทำให้ฝนจากหลังคาบ้านไหลเข้าบริเวณเขตบ้านของเพื่อนบ้านได้ ละถ้าหลังคาเสมอกับขอบรั้วบ้าน ควรใส่รางน้ำให้เรียบร้อยด้วย เพื่อไม่ให้น้ำฝนไหลลงในเขตพื้นที่ของเพื่อนบ้าน

 

  1. วิวทิวทัศน์

ถ้าเพื่อนบ้านต่อเติมบ้าน หรือปลูกต้นไม้บังวิว ทิวทัศน์  โดยเฉพาะกรณีที่เพื่อนบ้านเจตนาทำสิ่งก่อสร้างขึ้นเพื่อบังวิว  เช่น บางสถานที่เป็นทะเล ภูเขา ซึ่งเป็นวิวธรรมชาติ  กฎหมายจะระบุไว้ว่าห้ามปลูกต้นไม้สูงหรือสิ่งก่อสร้างล่วงล้ำไปยังพื้นที่สาธารณะทำให้บังวิวเพื่อนบ้าน  เจ้าของบ้านที่ถูกบังวิวสามารถยื่นฟ้องร้องเพื่อรักษาสิทธิชมวิวของตนได้ หากมีความจำเป็นที่จะต้องต่อเติมหรือสร้างสิ่งปลูกสร้าง ควรพูดคุยเจรจากับเพื่อนบ้านก่อนเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาต่างๆตามมา

 

  1. ขุดบ่อ สระ หรือบ่อพักน้ำเสีย

 

การปรับพื้นที่ อาจก่อให้เกิดปัญหากับเพื่อนบ้านได้ ดังนั้นจึงควรรู้เรื่องกฎหมายก่อนที่จะลงมือทำ เช่น การขุดดิน บ่อ หรือสระว่ายน้ำ ควรเว้นระยะร่นห่างจากรั้วบ้าน หรือพื้นที่ของเพื่อนบ้านไม่น้อยกว่า 2 เมตร และต้องระวังไม่ให้ดินพังด้วย หากจำเป็นต้องขุดบ่อน้ำเสีย ควรระวังเรื่องกลิ่นเหม็น และน้ำเสียในบ่อเออล้น ไหลซึมเข้าเขตเพื่อนบ้าน ซึ่งตามกฎหมายถือเป็นความผิดที่สามารถเอาผิดได้

 

  1. การปลูกต้นไม้ใหญ่ริมรั้ว

การปลูกต้นไม้ใหญ่ในปัจจุบันก่อให้เกิดปัญหามากมายกับเพื่อนบ้าน ไม่ควรปลูกต้นไม้ใหญ่ติดกับรั้วของเพื่อนบ้าน เพราะหากต้นไม้เกิดเอนเอียง ใกล้จะล้ม หรือรากอาจชอนไชทะลุไปฝั่งเพื่อนบ้าน แล้วอาจทำให้รั้ว หรือโครงสร้างบ้านบริเวณนั้นๆพัง เสียหายได้ และหากกิ่งก้านของต้นไม้ยื่นล้ำเข้าไปในเขตของเพื่อนบ้าน แล้วรู้สึกว่าอาจทำให้บ้านเกิดการเสียหายได้  เพื่อนบ้านมีสิทธิตัดกิ่งไม้ที่ยื่นล้ำเข้ามาได้เลย หรือเพื่อนบ้านสามารถโทรแจ้งเจ้าหน้าที่เพื่อให้สั่งตัด หรือขุดถอนต้นไม้ที่อาจก่อให้เกิดปัญหาทิ้งได้

 

  1. สัตว์เลี้ยงแสนรัก (ของเราคนเดียว)

ควรป้องกันสัตว์เลี้ยงเข้าไปในเขตของเพื่อนบ้าน กัดทำลายข้าวของพังเสียหาย หรือถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ รวมทั้งคุ้ยขยะ ทำให้บริเวณบ้านสกปรก ส่งกลิ่นเหม็น สร้างความเดือดร้อนเพื่อนบ้านสามารถเรียกร้องจากเจ้าของสัตว์ได้ และในกรณีที่สุนัขอาจชอบเห่าหอนส่งเสียงดัง สร้างความหนวกหู รำคาญใจ เพื่อนบ้านสร้างมารถแจ้งเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นที่ดูแลสัตว์ได้เช่นกัน ดังนั้นถ้าต้องการที่จะเลี้ยงสัตว์เลี้ยงประเภทใดก็ตาม ควรใส่ใจดูแล และให้ความสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กๆน้อยๆ ควรจัดพื้นที่ให้เป็นสัดส่วน ฝึกนิสัยของสัตว์เลี้ยงให้ดี เพื่อไม่ให้ก่อเรื่องวุ่นวาย และสร้างความเดือดร้อนให้กับเพื่อนบ้าน

 

8 . จอดรถ ขวางทาง

 

ไม่ควรจอดรถขวางทางเข้า – ออก หน้าประตูบ้านของเพื่อนบ้าน กฎหมาย ถือว่าเป็นการกระทำความผิด สร้างคามเดือดร้อนรำคาญใจ เจ้าของบ้านมีสิทธิ์เรียกร้อง แต่ถ้ามีเหตุจำเป็นควรขออนุญาตเพื่อนบ้านก่อน เช่น ถ้ามีแขก หรือเพื่อนมาหาที่บ้านเพื่อนคุยธุระ แล้วที่จอดรถไม่เพียงพอ ควรพูดคุยเพื่อขออนุญาตกับเพื่อนให้เรียบร้อยก่อน เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้น

 

  1. เสียงดังรบกวน

การส่งเสียงดังที่สร้างความเดือดร้อนรำคาญใจ ให้กับเพื่อน บ้านเป็นอีกปัญหาหนึ่งที่สำคัญ  เช่น เสียงที่เกิดจาก งานเลี้ยง ดื่มสุรา เมาแล้วโวยวายส่งเสียงดัง เปิดเพลงเสียงดัง ทะเลาะกันเอะอะโวยวาย กฎหมายถือเป็นความผิด เพื่อนบ้านมีสิทธิ์ฟ้องร้องได้  หากจำเป็นต้องขออนุญาตเพื่อนบ้านก่อน โดยกฎหมายได้ระบุช่วงเวลาเงียบสงบ ไว้ดังนี้

วันธรรมดา     ช่วงเงียบสงบ คือ ตั้งแต่เวลา 22.00 น. – 7.00 น.

วันหยุด           ช่วงเงียบสงบ คือ ตั้งแต่เวลา 22.00 น. – 9.00 น.

 

                   การอยู่บ้านใกล้เรือนเคียงกัน อาจจะก่อให้เกิดเรื่องกระทบกระทั้งกันบ้าง แต่ทางที่ดี ควรพูดคุยกันด้วยเหตุผล เปิดใจรับฟัง และช่วยกันแก้ปัญหา ก็จะช่วยให้อยู่กันได้อย่างมีความสุข  และหากทุกคนทำตามกฎหมายข้อบังคับต่างๆอย่างถูกต้อง เชื่อว่าปัญหาระหว่างเพื่อนบ้านก็จะหมดไป และอยู่กันได้ด้วยความสุขสงบ หมดปัญหากวนใจ

 

ขอบคุณรูปภาพจาก Pinterest

vLIVING PRO
สนใจติดต่อโฆษณาเว็บไซต์กับ vLIVING PRO โทร.02-101-9493 #16, 082-359-3382
บทความอื่นที่น่าสนใจ
  • การเลี้ยงสุนัข เป็นปัญหายอดฮิต ที่ทำให้เกิดปัญหา การทะเลาะวิวาทกับเพื่อนบ้านได้ จึงควรดูแลใส่ใจน้องหมาของเรา ไม่ทำให้เพื่อนบ้านเกิดความรำคาญใจ จึงควรคำนึงถึงเรื่องต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น ดังนี้

     

    1. เลือกเลี้ยงสุนัขให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมที่เราอยู่อาศัย

     

     ไม่ควรเลือกนำมาเลี้ยงเพียงเพราะความชอบส่วนตัว หรือถูกใจเพียงแค่หน้าตาน่ารักอย่างเดียวเท่านั้น   ควรศึกษาข้อมูลของสุนัขแต่ละสายพันธุ์ให้ดีก่อนนำมาเลี้ยง เช่น บุคลิก ลักษณะนิสัย หรือพฤติกรรม ของสุนัขแต่ละสายพันธุ์ เป็นต้น

     

     

    1. จัดพื้นที่ให้เป็นสัดส่วน

     

     

     

     แบ่งเขตให้สุนัขรู้จักพื้นที่ของตัวเอง  เพื่อเป็นการสร้างวินัยให้กับสุนัข มีพื้นที่กว้างพอดีกับขนาดตัวของสุนัขแต่ละสายพันธุ์  อากาศถ่ายเทได้สะดวก และร่มรื่น

     

     

    1. เก็บอึ ฉี่ ของสุนัขไม่ให้รบกวนเพื่อนบ้าน

    เจ้าของสุนัขควรมีความรับผิดชอบ ในการขับถ่ายของสุนัข ควรฝึกให้สุนัขขับถ่ายในที่ที่เตรียมไว้ หมั่นทำความสะอาดกรง และแผ่นรองอย่างสม่ำเสมอ หรือพาสุนัขออกไปขับถ่ายเวลาเดิมทุกๆวัน เพื่อให้สุนัขมีระบบการขับถ่ายที่แน่นอน ตรงเวลา และควรนำถุง หรือกระดาษไปด้วย  เพื่อเก็บกองอึของสุนัขให้เรียบร้อย ซึ่งเป็นความรับผิดชอบของเจ้าของสุนัขที่มีต่อสังคม เพื่อเป็นการรักษาชุมชนให้น่าอยู่ ไม่ทำให้ผู้อื่นเกิดความเดือดร้อน

     

    1. ใส่สายจูงให้สุนัขทุกครั้ง เมื่อออกจากบ้าน

     

     

    ทำให้สามารถควบคุมสุนัขได้ง่าย ช่วยให้สุนัขปลอดภัยจากอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้น ช่วยป้องกันไม่ให้สุนัขวิ่งเข้าบ้านคนอื่น ช่วยให้คนรอบข้างปลอดภัยจากสุนัขของเรา หากสุนัขของเรามีความดุร้าย และยังช่วยป้องกันปัญหาสุนัขกัดกันได้อีกด้วย

     

     

    1. ฝึกสุนัข ไม่ให้ปากเปราะ

     

    ควรเริ่มฝึกตั้งแต่เล็กๆ และค่อยๆฝึกอย่างใจเย็น โดยการที่ เมื่อเห็นว่าสุนัขเห่าสิ่งต่างๆรอบตัว ผู้เลี้ยงควรนิ่งเฉยไว้ก่อน แล้วจึงค่อยเบี่ยงความสนใจ โดยการเคาะโต๊ะ หรือเก้าอี้ เพื่อทำให้สุนัขตกใจ เมื่อสุนัขหยุดเห่าผู้เลี้ยงควรพูดชมว่า “ดีมาก” แล้วลูบที่ต้นคอของสุนัข หรือถ้าสุนัขเห่าเพื่อขอของกิน ผู้เลี้ยงห้ามให้เด็ดขาด  รอให้สุนัขหยุดเห่าแล้วจึงค่อยให้ของกิน เพื่อฝึกให้สุนัขรู้ว่า ต้องไม่เห่าจึงจะได้ของกิน

     

    1. รับฟังความคิดเห็นของเพื่อนบ้าน

     

     

    พูดคุยกับเพื่อนบ้าน สอบถามถึงปัญหา และผลกระทบที่ได้รับจากสุนัขของเรา เพื่อหาทางแก้ไข และป้องกันปัญหาต่างๆที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต

     

    1. สุนัขชอบทำลายข้าวของ

     

     

    ปัญหานี้ อาจเกิดขึ้นเพราะ สุนัขเกิดความเครียด เหงา กลัวว่าจะโดนทิ้ง จึงแสดงพฤติกรรมที่ไม่ดีออกมา เพื่อเรียกร้องความสนใจ ผู้เลี้ยงควรฝึกสุนัขตั้งแต่เล็กๆ ให้คุ้นกับการอยู่ตัวเดียว แต่ถ้าสุนัขชอบทำลายข้าวของเป็นประจำ ทั้งๆที่ไม่ได้อยู่ตัวเดียว ผู้เลี้ยงต้องทำโทษด้วยการ นำกระดาษหนังสือพิมพ์มาม้วน แล้วตีสุนัขเบาๆ ให้เกิดเสียง เพื่อให้สุนัขรู้ว่า ถ้าทำแบบนี้อีกจะถูกทำโทษ

     

    1. มีเวลาใส่ใจดูแลสุนัข

     

     

    ควรสัมผัสตัว ลูบหัว พูดคุยกับสุนัข และควรพูดชมว่า “ดีมาก”  “เก่งมาก” เมื่อสุนัขทำตัวดี น่ารัก รวมถึง ควรมีเวลาว่างเพื่อทำกิจกรรมร่วมกับสุนัขด้วย เช่น พาไปออกกำลังกาย เดินเล่นนอกบ้าน เป็นต้น ช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับการพาสุนัขไปเดินเล่น คือ

     

    ตอนเช้า ใช้เวลาเดินเล่น ประมาณ 20 – 30 นาที เพื่อช่วยให้สุนัขปลดปล่อยพลังงาน คลายความเครียด ลดนิสัยก้าวร้าว และช่วยให้สุขภาพแข็งแรง

     

    ตอนเย็น เวลาที่เหมาะสมคือ ตั้งแต่เวลา 17.30 น. เป็นต้นไป ใช้เวลาเดินเล่นประมาณ 40 นาที ถึง 1 ชั่วโมง เพื่อช่วยให้สุนัขคลายความเครียด หลังจากที่ต้องอยู่บ้านมาทั้งวัน

     

    วันเสาร์ – อาทิตย์ เป็นวันที่เหมาะกับการฝึกวินัยให้กับสุนัขเพื่อให้ทำตามคำสั่ง และทำกิจกรรมต่างๆร่วมกัน เช่น การพาสุนัขไปตรวจสุขภาพ ไปเที่ยว หรือว่ายน้ำ เป็นต้น เพื่อสร้างความใกล้ชิดสนิทสนม ระหว่างเจ้าของกับสุนัข

     

     

    กฎหมายการเลี้ยงหรือปล่อยสุนัข พ.ศ. 2548 ข้อ 26 และพระราชบัญญัติการสาธารณะสุข พ.ศ. 2535 มาตรา 73 วรรค 2 มีดังนี้

    1. ผู้เลี้ยงต้องดูแลสุนัขไม่ให้ก่อเรื่องเดือดร้อน เช่น เห่าเสียงดังนานๆ เป็นต้น
    2. ต้องดูแลพื้นที่ที่เลี้ยงสุนัขให้สะอาดอยู่เสมอ
    3. กำจัดสิ่งปฏิกูลของสุนัขอย่างสม่ำเสมอ
    4. เมื่อสัตว์เลี้ยงตาย ผู้เลี้ยงต้องจัดการให้ถูกสุขลักษณะ เพื่อป้องกันเชื้อโรคและกลิ่นเหม็น ซึ่งอาจสร้างความเดือดร้อนให้กับเพื่อนบ้านได้
    5. หากสุนัขมีความดุร้าย จะต้องผูกสายลากจูง ที่มีความยาวไม่เกิน 50 เซนติเมตร และต้องใส่ที่ครอบปากตลอดเวลาที่ออกนอกบ้าน หากฝ่าฝืนต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 5,000 บาท หากผู้ใดพบเห็นผู้ที่ทำผิดกฎหมาย และมีหลักฐาน เช่น รูปถ่าย ว่าสุนัขกำลังทำร้ายคน จะมีโทษปรับเป็น 2 เท่า คือ ปรับไม่เกิน 5,000 บาท รวมถึงชดใช้ค่าเสียหาย ค่ารักษาพยาบาล และค่าทำขวัญ

     

    ก่อนตัดสินใจซื้อสุนัขมาเลี้ยง ควรศึกษาให้ดี รวมทั้งศึกษาตัวเราเองด้วยนะคะว่าพร้อมที่จะดูแลน้องหมาหรือไม่ เพื่อไม่ให้เดือดร้อนผู้อื่น และกลายเป็นปัญหาของสังคมในอนาคตด้วยค่ะ

     

    ขอบคุณรูปภาพจาก Pinterest

  • เฟอร์นิเจอร์หนัง จำเป็นต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ และควรใช้ผลิตภัณฑ์ที่ถูกต้องเหมาะสมทำความสะอาดให้ถูกวิธี เพื่อให้โซฟายังคงสภาพดี สวยงามอยู่เสมอ รวมทั้งต้องมีความพิถีพิถัน เพื่อป้องกันไม่ให้โซฟาหนังเสียหายด้วย วิธีทำความสะอาดโซฟาหนังที่ถูกต้องเป็นอย่างไร? และมีอะไรบ้าง? มาดูกันค่ะ

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

    โซฟาหนังมีอายุการใช้งานที่ยาวนาน แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับการดูแลรักษาด้วยนะคะ 

     

     

     

  • การรั่วซึมของดาดฟ้าและระเบียงบ้าน เกิดขึ้นได้หลายสาเหตุด้วยกัน  สิ่งแรกที่ควรทำ คือ หาจุดรั่วซึมที่แท้จริงให้เจอ เนื่องจากแต่ละจุดมีวิธีการซ่อมแซมที่แตกต่างกัน ดังนี้

     

     

     

      1.ดาดฟ้าและระเบียงตากแดด ฝนมาเป็นเวลานาน ทำให้พื้นคอนกรีตเสื่อมสภาพ น้ำจึงซึมผ่านได้ง่าย

      2.พื้นผิวมีความลาดชันน้อย ทำให้น้ำระบายได้ไม่ดี จึงเกิดน้ำท่วมขัง

      3.พื้นบนดาดฟ้าแอ่นเป็นบ่อ อาจเกิดจากการก่อสร้างที่ไม่ได้มาตรฐาน จึงทำให้เกิดแอ่งน้ำขึ้นบนดาดฟ้า เช่น การผสมปูนผิดสัดส่วน หรือการเทคอนกรีตพื้นที่ไม่ได้ระดับ เป็นต้น จึงทำให้เกิดน้ำขัง

      4.พื้นมีรอยร้าว รอยแตกลายงา หรือแตกตามแนวคาน สาเหตุอาจเกิดจากไม่ได้เสริมเหล็กตามแนวคาน ก่อนเทคอนกรีต ดังนั้นจึงควรใส่เหล็กเสริมไว้ตั้งแต่ทำการก่อสร้างครั้งแรก ก่อนที่จะเทคอนกรีตไม่ควรปล่อยให้เกิดปัญหาแล้วถึงจะทำ

      5.ขนาดของท่อน้ำทิ้งเล็กเกินไป จึงทำให้ท่อน้ำอุดตัน หรือจำนวนของท่อน้ำทิ้งไม่พอต่อการระบายน้ำ

     

     

     

    วิธีแก้ไขปัญหาดาดฟ้าและระเบียงบ้านรั่วซึม มีดังนี้

     

      

     

    1.สกัดปูนทรายของเดิมตรงบริเวณที่เป็นแอ่งน้ำออก จากนั้นทาระบบกันซึม แล้วเทปูนทรายปรับระดับพื้นใหม่

    2. ใช้ฝาตะแกรงน้ำทิ้งแบบ Roof Drain ซึ่งมีฝาตะแกรงยกสูงจากพื้น เพื่อช่วยป้องกันการอุดตันที่ปากท่อน้ำทิ้ง ขนาดทั่วไปที่ใช้งานกันคือ ต่อกับท่อ 2 - 3 นิ้ว และควรติดตั้งท่อน้ำทิ้งอย่างน้อย 1 จุด ต่อพื้นที่ 30 – 40 ตารางเมตร

    3. อาจเลือกใช้ฟลิ้นโค้ททาบริเวณรอยแตกร้าว แล้วใส่น้ำขังทิ้งไว้ เพื่อหารอยรั่วซึม ถ้ารอยแตกมีขนาดใหญ่ และกว้าง ควรทาซีเมนต์กันซึมด้วย

    4. การปูกระเบื้องเซรามิคทับบนผิวพื้น ซึ่งสามารถกันการรั่วซึมได้ดี รวมทั้งสามารถทนแดด และฝนได้ดีกว่าปูนซีเมนต์ทั่วไป แต่ควรระวังเรื่องยาแนวหลุดร่อนตามรอยต่อของกระเบื้อง ดังนั้นจึงควรใช้ยาแนวที่มีคุณภาพดี และหมั่นดูแลซ่อมแซมกำจัดสิ่งสกปรกอย่างสม่ำเสมอด้วย

      

    ผู้อ่านทุกท่าน คงทราบถึงสาเหตุ การป้องกัน และการแก้ไขปัญหาดาดฟ้า และระเบียงรั่วซึมกันไปแล้ว ต่อจากนี้ไปเมื่อเข้าสู่ช่วงหน้าฝน ก็ไม่ต้องหนักใจกับปัญหาจุกจิกกวนใจ เหล่านี้อีกต่อไปแล้วหล่ะค่ะ

     

    ขอขอบคุณรูปภาพจาก Pinterest
  • 7 สิ่งสุดยี้ที่คาดไม่ถึงที่อยู่ในครัว เป็นสิ่งใกล้ตัวที่เราคาดไม่ถึง จะมีอะไรบ้างนั้นมาดูกัน

     

    1.ไมโครเวฟ

    เห็นไมโครเวฟเป็นสิ่งที่มีความร้อนบางคนอาจจะคิดว่ามันสามารถฆ่าเชื้อโรคได้ แต่แบคทีเรียที่เกิดจากการที่เราได้อุ่นอาหาร แล้วมีคราบที่กระเด็นไป ก็สามารถให้มันเจริญเติบโตได้หากทำความสะอาด ไม่เพียงพอ จะกลายเป็นที่สะสมของเชื้อโรคได้ หากมีคราบเปื้อนให้เช็ดทำความสะอาดทันที และหาอาหารปิดภาชนะทุกครั้ง

     

    2.เคาน์เตอร์ครัว

    เป็นสิ่งที่เราต้องใช้วางสิ่งของต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นถุงอาหาร กล่องข้าว หรือวัตถุดิบต่างๆ ของพวกนี้จะมีเชื้อโรคติดมาเสมอ เช่นแบคทีเรียที่สามารถอาจทำให้เกิดการท้องเสียได้ ควรรักษาความสะอาดให้มากที่สุด

     

     

    3.ถังขยะในครัว

    ถังขยะเป็นแหล่งสะสมโรคชนิดดีเยี่ยมเพราะว่าสารพัดขยะ ที่เราได้ทิ้งลงไป บางทีเราไม่ได้เก็บไปทิ้งภายในวันเดียวอาจทำให้เกิดการหมักหมมของเชื้อโรค และการส่งกลิ่นเหม็น หากเราปล่อยไว้ ไม่เก็บทิ้งก็อาจจะเกิดการสะสมเชื้อโรค หนูอาจจะมีสัตว์ที่เราไม่พึงประสงค์เข้ามาไม่รู้ตัว ควรมีฝาปิดและทิ้งทุกวัน

     

    4.เขียง

    เขียงที่เราได้ทำการหั่นอาหารลงไปนั้น ไม่ว่าจะเป็นอาหารหรือของแห้ง หากล้างไม่สะอาดก้จะทำให้เกิดการสะสมเชื้อโรคชั้นดี ยิ่งเป็นเขียงไม้ ยิ่งจะเป็นการสะสมเข้าไปอีก เพราะจะซึมเข้าเนื้อไม้ สกปรกเข้าไปอีก

     

    5.บริเวณรอบอ่างล้างจานหรือซิ้งค์น้ำ

    อ่างล้างจานเป็นส่วนที่สัมผัสน้ำมาตลอด เพราะทั้งการล้างจาน  หรือการวางของที่โดนน้ำตลอด หากทำความสะอาดไม่ดีพอ หรือว่าปล่อยให้มีน้ำขัง สิ่งสกปรกจะไปสะสมเข้าทุกวัน

     

     

    6.ผ้าเช็ดจานและฟองน้ำล้างจาน

    เป็นแหล่งสะสมแบคทีเรียที่ดี เพราะเราล้างจานหรือเช็ดจานก็จะโดนน้ำตลอด ควรนำผ้าเช็ดจานไปซักทำความสะอาดและใช้ฟองน้ำไปเข้าไมโครเวฟเพื่อฆ่าเชื้อแบคทีเรียบ้าง บางคนอาจไม่เคยซักนานอาจทำให้สกปรกได้

     

     

    7.ช่องแช่แข็ง

    การเก็บเนื้อสัตว์ไว้ในตู้แช่แข็ง หากอุณหภูมิไม่ดีพอหรือเหมาะสมควร ต่ำกว่า 5 องศาเซลเซียส เพราะหากเก็บไว้อุณหภูมิที่สูงกว่านี้จะทำให้แบคทีเรียเติบโตไว  นานเข้าควรละลายน้ำแข็งเช็ดทำความสะอาดเป็นประจำ

     

     

     

     

     

  • ปัญหาหลังคารั่วซึมที่เกิดขึ้นในฤดูฝน ทำให้น้ำหยดไหลเข้ามาในบ้าน คงเป็นเรื่องที่น่าหนักใจไม่น้อยสำหรับเจ้าของบ้านเลยทีเดียว  ปัญหาหลังคารั่ว เกิดได้หลายสาเหตุ และหลายจุด แต่ที่พบบ่อยๆ มีอยู่ 7 จุด ดังนี้

     

    1. น้ำฝนรั่วบริเวณรางน้ำตะเข้ เกิดจากรางตะเข้เป็นสนิม ผุกร่อน หรือรางน้ำทำจากแผ่นโลหะพับเป็นรูปตัววี ทำให้ความลึกของท้องรางมีน้อย และปีกสั้น

    วิธีแก้ไข คือ ควรใช้รางน้ำที่ลึกและกว้างมากขึ้น ทำมาจากสแตนเลสที่ได้มาตรฐาน ไม่เป็นสนิม สามารถช่วยรองรับ และระบายน้ำฝนได้ดี

     

     

     

     

    1. น้ำฝนรั่วจากแผ่นกระเบื้อง เนื่องจากแผ่นกระเบื้องแตก หรือร้าว ทำให้เกิดน้ำรั่วซึมไหลเข้าบ้าน

    วิธีแก้ไข คือ ควรเปลี่ยนกระเบื้องใหม่ กรณีที่มีช่องหรือรู ควรใช้วัสดุยาแนว เช่น โพลียูรีเทน ที่มีความยืดหยุ่นสูง

     

     

     

    1. น้ำรั่วบริเวณอุปกรณ์ยึดกระเบื้อง เช่น ตะปูเกลียว หรือ ขอป.ปลา เสื่อมสภาพ แหวนยางแห้งกรอบ และหมวกสังกะสีผุ เป็นสนิม

    วิธีแก้ไข คือ ถอดหมวกสังกะสี และแหวนยางอันเก่าออก แล้วใส่อุปกรณ์สำหรับยึดกระเบื้องหลังคาใหม่หมดทั้งชุด ควรเลือกใช้อุปกรณ์ยึดแบบที่มีความหนา และขนาดใหญ่ขึ้นกว่าของเก่า เพื่อจะได้สามารถปิดรูเดิมที่ใหญ่ขึ้นได้

     

     

     

     

    1. น้ำรั่วบริเวณปูนปั้น หรือปีกนก เกิดจากปูนทราย หรือคอนกรีตที่เทไว้แตกร้าว

    วิธีแก้ไข คือ สกัดปูนทรายตรงผิวเดิมบริเวณที่แตกร้าวออก แล้วทารองพื้นด้วยซีเมนต์กันซึม จากนั้นฉาบทับหน้าด้วยปูนทรายละเอียด เพื่อช่วยให้เกิดความสวยงาม

     

     

     

    1. น้ำฝนรั่วบริเวณชายคา เพราะชายกระเบื้องยื่นเลยเชิงชายออกมาน้อยเกินไป และหลังคามีความลาดเอียงหรือความชันน้อยเกินไป ทำให้ระบายน้ำได้ไม่ดี เกิดเป็นน้ำสะสม และทำให้น้ำไหลย้อนกระเบื้อง ไหลเข้าในบ้าน

    วิธีแก้ไข คือ เปลี่ยนกระเบื้องแถวล่างให้มีความยาวมากขึ้น

     

     

     

    1. โครงสร้างของหลังคาแป แอ่น และยุบตัว เกิดจากการเสื่อมสภาพของวัสดุที่ใช้ เช่น โครงหลังคาอาจผุพัง เป็นสนิม และแอ่นตัว ทำให้กระเบื้องมีช่องโหว่เกิดน้ำรั่วซึม

     

    วิธีแก้ไข คือ ถ้าเป็นโครงหลังคาเหล็ก ควรขัดสนิมที่โครงเหล็กออกก่อน ถ้าโครงทรุดตัว ควรนำไม้มาค้ำเพื่อไม่ให้โครงหลังคาทรุด หรือแอ่น แล้วนำเหล็ก 2 แผ่นมาประกบกับโครงเหล็กที่เป็นสนิม แล้วจึงขันน๊อตให้แน่น

     

    สำหรับโครงหลังคาไม้ ตัดไม้เก่าที่ผุออก นำไม้ 2 แผ่นมาประกบกับโครงไม้ที่ผุ แล้วขันน๊อตให้แน่น จากนั้นนำไปดามโครงหลังคาไม้ขึ้นให้ติดกระเบื้อง เพื่อไม่ให้เกิดช่องว่างระหว่างกระเบื้อง และป้องกันน้ำรั่วซึม

     

     

     

    1. หลังคารั่วตรงที่ครอบสันหลังคา เมื่อน้ำฝนกัดเซาะมาเป็นเวลานาน ทำให้บริเวณครอบสันหลังคาแตกร้าว หรือหลุดร่อน จึงทำให้น้ำรั่วไหลผ่านช่องที่แตกร้าวเข้าในบ้านได้

     

    วิธีแก้ไข คือ ใช้ปูน นอน-ชลิงค์ (ปูนที่ไม่หดตัว) อุดรอยรั่วแตกร้าว ระหว่างครอบสันหลังคากับแผ่นกระเบื้องหลังคา ไม่ให้มีช่องโหว่ ทาน้ำยาอะคริลิกกันซึมทับอีกชั้นหนึ่ง หรือในกรณีที่หลังคาเดิมติดตั้งเป็นระบบครอบแห้ง (วิธีการสังเกตระบบครอบแห้งคือ บริเวณตรงครอบหลังคาไม่มีปูนทราย) ต้องเปิดครอบสันหลังคาที่แตกร้าวออก แล้วเช็คสภาพแผ่นยางกันการรั่วซึมด้านใต้ด้วย หากแผ่นยางเสื่อมสภาพ ควรทำการเปลี่ยนแผ่นยางใหม่ให้เรียบร้อย

    เมื่อได้ทราบถึงจุดที่อาจจะทำให้เกิดหลังคารั่วซึมแล้ว ลองนำวิธีการข้างต้นไปตรวจสอบบ้านที่คุณรักดูนะคะ หวังว่าทุกท่านจะสามารถแก้ไขปัญหาหลังคารั่วซึมได้ เพื่อพร้อมรับมือกันหน้าฝนที่กำลังจะมาเยือน ได้อย่างสบายใจ และมีความสุขค่ะ

     

    ขอบคุณภาพจาก Pinterest