เทคนิคการเลือกที่นอนให้หลับสบายทุกคืน
By vLIVING PRO21 กุมภาพันธ์ 2561 10:56:48

การเลือกที่นอนให้เหมาะสมกับการพักผ่อนเป็นสิ่งสำคัญ เพราะ 1 ใน 3 ของแต่ละวันคือช่วงเวลาของการนอนหลับพักผ่อน ดังนั้นการมีที่นอนที่ดีนอกจากจะช่วยให้นอนหลับสบายตลอดทั้งคืนแล้ว ยังช่วยให้เรามีสุขภาพร่างกายที่ดีอีกด้วย แต่ถ้าหากไม่รู้ว่าควรเลือกที่นอนอย่างไร? วันนี้เรามีเทคนิคง่ายๆ มาฝากค่ะ

 

 

 

 

 

 

 

  

 

ลองนำข้อควรรู้ในการเลือกซื้อที่นอนเหล่านี้ไปใช้กันดูนะคะ เพราะเราต้องใช้งานมันทุกวัน ดังนั้นการเลือกสิ่งที่ดี มีคุณภาพถือว่าเป็นการลงทุนที่ถูกต้อง แถมยังมีผลระยะในยาวต่อสุขภาพการนอนของเราอีกด้วยค่ะ

vLIVING PRO
สนใจติดต่อโฆษณาเว็บไซต์กับ vLIVING PRO โทร.02-101-9493 #16, 082-359-3382
บทความอื่นที่น่าสนใจ
  • ปัญหาที่พบเจอกันบ่อยเกี่ยวกับเรื่องบ้านคงนี้ไม่พ้นเกี่ยวกับเรื่อง แตก ร้าว ทรุด

    วันนี้เรามาดูกันดีกว่า 10 ปัญหาหลัก ที่พบเจอกันบ่อยๆมีอะไรบ้าง

     

     

    1.พื้นทรุดตัว 

    มักจะเกิดกับพื้นที่ถมแล้วเทพื้นคอนกรีตเสริมเหล็ก โดยไม่มีการตอกเข็ม ดังนั้นหากดินที่ถมไปยุบตัว ก็ทำให้คอนกรีตยุบตัวลงไปด้วย

     

     

    2.ผนังแตกร้าว

    รอยแตกร้าวของผนังที่เจอบ่อยคือการแตกแบบลายงา หรือแตกแบบแมงมุม

    -การแตกแบบลายงาเกิดจากการที่ฉาบปูนฉาบไม่ได้มาตรฐาน 

    -การแตกร้าวแบบแมงมุมตามวงกบริมเสาเกิดจากไม่ได้มีการหล่อเสาเอ็นหรือทับหลังหรือการเสียบเหล็กหนวดกุ้งเพื่อยึดผนังกับเสา

    - แตกจากโครงสร้าง ทรุดตัว เช่น คาน เสา ผนัง แตกลายงา กับแตกแบบแมงมุม กับแตกจากโครงสร้างทรุดตัว

     

     

    3.ส่วนต่อเติมทรุดตัว

    เกิดจากเสาเข็มมีความยาวน้อยกว่าตัวบ้านเดิม ส่วนต่อเติมเสาเข็มควรมีความยาเท่ากันหรือยาวกว่า 2 เมตร เพื่อให้ทรุดตัวใกล้เคียงกัน

     

     

    4.คอนกรีตเสริมเหล็กผุ

    เกิดจากการใช้เหล็กที่เป็นสนิมมาใช้หรือพื้นด้านบนมีน้ำขังเป็นระยะเวลานาน

     

     

     

    5.บ้านร้อน

    ปัญหาบ้านร้อน มักจะเกิดที่ชั้นบนสุดของอาคารเนื่องจากหลังคารับความร้อนจากดวงอาทิตย์ และส่งผ่านความร้อนลงมาด้านล่างสามารถแก้ไขได้

    1.โดยติดฉนวนกันความร้อน

    2.ปรับเปลี่ยนทิศทางลมเพื่อช่วยระบายความร้อนภายในบ้านให้ออกไป

    3.ออกแบบให้เพิ่มพื้นที่กักเก็บ ความร้อนใต้หลังคาและยังช่วยระบายความร้อนที่ชายหลังคา

     

     

     

    6.ฝ้าเพดานพัง

    เกิดจากโครงคร่าวที่ใช้แขวนฝ้าเพดานผุกร่อนจนทำให้ไม่สามารถรับน้ำหนักได้ ปัญหาหลักอาจมาจากการรั่วซึมของน้ำและความชื้นที่เข้ามา

     

     

    7.น้ำรั่วซึม

    เป็นปัญหาที่พบได้บ่อยเกิดจากการที่อาจจะใช้ท่อหรือว่ากาวที่ไม่ได้คุณภาพ หรือข้อต่อของท่อเกิดการขยับคลายตัว

     

     

    8.สีลอกร่อน

    เกิดจากสีที่ใช้เป็นฟิล์มถูกความชื้นบ่อยเข้าเช่นจากการโดนน้ำฝนหรือน้ำรั่วซึมจากท่อภายนอกผนัง การแก้ไขคือขัดลอกสีเก่าออกแล้วทาสีใหม่ทับอีกครั้ง

     

     

    9.ผนังชื้นขึ้นรา

    เกิดจากการถูกความชื้นเป็นเวลานาน ทำให้เกิดคราบเชื้อราได้

     

     

     

     

     

     

  • เมื่อจะทำผนังเบา โครงคร่าวเป็นสิ่งสำคัญที่ใช้ยึดกับตัววัสดุผนังเบา ไม่ว่าจะเป็นแผ่นยิปซัม ไม้ หรือว่าวัสดุอื่นๆที่ต้องการ วันนี้เรามีีรายละเอียดของโครงคร่าวมาฝากกัน

     

  •                  เมื่อเข้าสู่ฤดูร้อน อากาศแสนจะร้อนอบอ้าว และอุณหภูมิโลกสูงขึ้นทุกปี การติดตั้งเครื่องปรับอากาศภายในบ้าน จึงเป็นอีกวิธีหนึ่งที่หลายๆบ้านใช้ในการแก้ปัญหา แม้ว่าจะเป็นการเพิ่มค่าใช้จ่าย และสิ้นเปลืองพลังงานก็ตาม ดังนั้นจึงนำวิธีการใช้แอร์อย่างประหยัดมาฝากกัน ลองนำไปปฏิบัติตามได้ ดังนี้ครับ

     

    1. ควรใช้แอร์ที่มีฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5
    2. จุดที่ติดตั้งแอร์ ต้องสามารถกระจายความเย็นได้ทั่วทั้งห้อง
    3. ไม่ควรติดแอร์ด้านที่มีแสงแดดส่องแรงๆ เพราะจะทำให้แอร์ทำงานหนัก สิ้นเปลืองพลังงาน และต้องเสียค่าไฟมากเกินความจำเป็น
    4. ควรเลือกขนาดของแอร์ให้เหมาะสมกับพื้นที่ห้องที่ต้องการติดตั้ง แอร์โดยทั่วไปมีขนาดตั้งแต่ 9,000 – 8,000 BTU

    สูตรการคำนาณค่า BTU คือ พื้นที่ห้อง (กว้าง x ยาว) x ตัวแปร

    ตารางเปรียบเทียบขนาดของแอร์ (BTU) 

     

    1. ควรตั้งอุณหภูมิให้เหมาะสม คือ 25 องศา หรือ ประมาณ 26 – 28 องศา จริงๆแล้ว การตั้งอุณหภูมิที่ 25 องศา ไม่ได้ช่วยให้ประหยัดไฟที่สุด แต่เป็นอุณหภูมิที่ร่างกายรู้สึกเย็นสบายพอดี เช่น บางคนอาจจะชอบที่อุณหภูมิ 27 หรือ 28 องศา เป็นต้น ร่างกายของแต่ละคนจะรู้สึกเย็นสบายในอุณหภูมิที่แตกต่างกัน และอุณหภูมิยิ่งสูง ยิ่งช่วยให้ประหยัดค่าไฟ แต่ไม่ควรเปิดแอร์จนอุณหภูมิสูงจนไม่เกิดความเย็น ซึ่งจะกลายเป็นว่า ไม่ได้ใช้ประโยชน์จากการเปิดใช้แอร์ และถือเป็นการสิ้นเปลืองพนังงานด้วย
    2. ควรหลีกเลี่ยงการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้า ในห้องที่ใช้เครื่องปรับอากาศ เช่น เตาไฟฟ้า ไมโครเวฟ เป็นต้น
    3. ไม่ควรสูบบุหรี่ในห้องแอร์ เพราะจะต้องเปิดพัดลมระบายอากาศ เพื่อช่วยในการระบายกลิ่น และควันบุหรี่ ทำให้ความเย็นจากแอร์ถูกดูดออกไปด้วย
    4. ควรใส่เสื้อผ้าที่สบายๆ เหมาะกับสภาพอากาศ
    5. ควรล้างแผ่นกรอง และตะแกรงแอร์ เดือนละครั้ง รวมทั้ง ควรล้างแอร์ปีละ 2 ครั้ง เพื่อให้แอร์ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถยืดอายุการใช้งานได้ยาวนาน และประหยัดค่าไฟได้ด้วย
    6. ควรเลือกใช้แอร์ที่มีแผ่นกรองอยู่ด้านนอก เพราะง่ายต่อการแกะล้าง
    7. ขณะที่เปิดใช้แอร์ควรปิดประตู – หน้าต่างให้มิดชิด เพื่อไม่ให้ความเย็นรั่วไหลออกภายนอกห้อง
    8. ควรปิดแอร์ก่อนออกจากห้องอย่างน้อย 30 นาที เพราะถึงแม้จะปิดแอร์แล้วแต่ก็ยังคงมีความเย็นอยู่

     

     

        13.ควรปิดคัทเอาท์แอร์เมื่อเลิกใช้งานทุกครั้ง

        14.คอยล์ร้อน ควรติดตั้งให้อยู่ในจุดที่โดนแดดน้อยที่สุด อยู่ในที่ร่ม และอากาศสามารถถ่ายเทได้สะดวก หรือติดตั้งให้ห่างจากผนังอย่างน้อย 15 เซนติเมตร ทำให้ช่วยระบายความร้อนได้ดี และยังช่วยประหยัดไฟได้ถึง 15 – 20 %

       15.ถ้าต้องเปิดใช้แอร์ต่อเนื่องนานเกิน 8 ชั่วโมง ควรเลือกใช้แอร์ Inverter เพราะจะช่วยทำให้ประหยัดไฟได้เกือบ 50% เลยทีเดียว

                     หากทุกคนนำวิธีการต่างๆนี้ไปปฏิบัติแล้ว เชื่อแน่ว่าจะสามารถใช้เครื่องปรับอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประหยัดค่าใช้จ่าย ทั้งค่าไฟฟ้า และค่าบำรุงรักษา รวมทั้งยังให้ความเย็นที่เพียงพอกับความต้องการได้ตลอดเวลา ที่สำคัญยังช่วยประหยัดพลังงานไฟฟ้าได้อีกด้วย

     

    ขอบคุณรูปภาพจาก Pinterest

  • การรั่วซึมของดาดฟ้าและระเบียงบ้าน เกิดขึ้นได้หลายสาเหตุด้วยกัน  สิ่งแรกที่ควรทำ คือ หาจุดรั่วซึมที่แท้จริงให้เจอ เนื่องจากแต่ละจุดมีวิธีการซ่อมแซมที่แตกต่างกัน ดังนี้

     

     

     

      1.ดาดฟ้าและระเบียงตากแดด ฝนมาเป็นเวลานาน ทำให้พื้นคอนกรีตเสื่อมสภาพ น้ำจึงซึมผ่านได้ง่าย

      2.พื้นผิวมีความลาดชันน้อย ทำให้น้ำระบายได้ไม่ดี จึงเกิดน้ำท่วมขัง

      3.พื้นบนดาดฟ้าแอ่นเป็นบ่อ อาจเกิดจากการก่อสร้างที่ไม่ได้มาตรฐาน จึงทำให้เกิดแอ่งน้ำขึ้นบนดาดฟ้า เช่น การผสมปูนผิดสัดส่วน หรือการเทคอนกรีตพื้นที่ไม่ได้ระดับ เป็นต้น จึงทำให้เกิดน้ำขัง

      4.พื้นมีรอยร้าว รอยแตกลายงา หรือแตกตามแนวคาน สาเหตุอาจเกิดจากไม่ได้เสริมเหล็กตามแนวคาน ก่อนเทคอนกรีต ดังนั้นจึงควรใส่เหล็กเสริมไว้ตั้งแต่ทำการก่อสร้างครั้งแรก ก่อนที่จะเทคอนกรีตไม่ควรปล่อยให้เกิดปัญหาแล้วถึงจะทำ

      5.ขนาดของท่อน้ำทิ้งเล็กเกินไป จึงทำให้ท่อน้ำอุดตัน หรือจำนวนของท่อน้ำทิ้งไม่พอต่อการระบายน้ำ

     

     

     

    วิธีแก้ไขปัญหาดาดฟ้าและระเบียงบ้านรั่วซึม มีดังนี้

     

      

     

    1.สกัดปูนทรายของเดิมตรงบริเวณที่เป็นแอ่งน้ำออก จากนั้นทาระบบกันซึม แล้วเทปูนทรายปรับระดับพื้นใหม่

    2. ใช้ฝาตะแกรงน้ำทิ้งแบบ Roof Drain ซึ่งมีฝาตะแกรงยกสูงจากพื้น เพื่อช่วยป้องกันการอุดตันที่ปากท่อน้ำทิ้ง ขนาดทั่วไปที่ใช้งานกันคือ ต่อกับท่อ 2 - 3 นิ้ว และควรติดตั้งท่อน้ำทิ้งอย่างน้อย 1 จุด ต่อพื้นที่ 30 – 40 ตารางเมตร

    3. อาจเลือกใช้ฟลิ้นโค้ททาบริเวณรอยแตกร้าว แล้วใส่น้ำขังทิ้งไว้ เพื่อหารอยรั่วซึม ถ้ารอยแตกมีขนาดใหญ่ และกว้าง ควรทาซีเมนต์กันซึมด้วย

    4. การปูกระเบื้องเซรามิคทับบนผิวพื้น ซึ่งสามารถกันการรั่วซึมได้ดี รวมทั้งสามารถทนแดด และฝนได้ดีกว่าปูนซีเมนต์ทั่วไป แต่ควรระวังเรื่องยาแนวหลุดร่อนตามรอยต่อของกระเบื้อง ดังนั้นจึงควรใช้ยาแนวที่มีคุณภาพดี และหมั่นดูแลซ่อมแซมกำจัดสิ่งสกปรกอย่างสม่ำเสมอด้วย

      

    ผู้อ่านทุกท่าน คงทราบถึงสาเหตุ การป้องกัน และการแก้ไขปัญหาดาดฟ้า และระเบียงรั่วซึมกันไปแล้ว ต่อจากนี้ไปเมื่อเข้าสู่ช่วงหน้าฝน ก็ไม่ต้องหนักใจกับปัญหาจุกจิกกวนใจ เหล่านี้อีกต่อไปแล้วหล่ะค่ะ

     

    ขอขอบคุณรูปภาพจาก Pinterest